Sale!

เรณู ปัญญาดี เล่ม 1

฿350.00 ฿315.00

เรณู ปัญญาดี เล่ม 1

หมวดหมู่:

รายละเอียด

หนังสือที่ท่านจะอ่านต่อไปนี้ไม่ใช่การ์ตูน อย่างน้อยก็ไม่ใช่การ์ตูนตามที่เราเข้าใจกันทั่วไป ในทัศนะของคนที่ไม่ เชี่ยวชาญการ์ตูนอย่างผมนิยามของการ์ตูนที่สำคัญที่สุดก็คือภาพ (เขียน) เป็นผู้เล่าเรื่องหรือเล่าประเด็นเป็นหลักตัวหนังสือเป็นรอง และด้วยเหตุดังนั้น คนอ่านการ์ตูนจึงต้องอ่านภาพ เพราะข่าวสารสำคัญๆ ล้วนอยู่ในภาพ อะไรที่น่าขำ, น่ารังเกียจ, น่าสรรเสริญ, น่าเยาะเย้ยถากถาง,น่าประทับใจ ล้วนอยู่ในภาพมากกว่าตัวหนังสือใต้ ภาพหรือตัวหนังสือในลูกโป่ง คุณเรณู ปัญญาดี บอกผมว่า เธอตั้งใจจะเขียนภาพเลียนแบบ (และล้อด้วยกระมัง) ภาพประกอบของหนังสือแบบเรียนสมัยจอมพล ป. พิบูล สงคราม (ชื่อเรณู ปัญญาดี ก็ล้อแบบเรียนสมัยนั้นอยู่แล้ว) ทำไมถึงอยากเลียนแบบภาพประกอบแบบเรียนสมัยนั้นเธอไม่ได้บอกเอาไว้ ผมจึงอยากเดา ภาพประกอบแบบเรียนของไทยสมัยนั้นหรือสมัยหลังจาก นั้นก็ตาม มีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือความจืด ถ้าคุณเขียนภาพให้จืดสนิทอย่างนั้นไม่ได้ ผมเข้าใจว่ากรมวิชาการไม่ยอมผ่านให้แน่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีข่าวสารในความจืดนั้นเสียเลย มีแยะด้วย แต่ล้วนเป็นข่าวสารเชยๆ ที่เด็กนักเรียนอาจจะมองไม่เห็น เช่น พ่อของเด็กในแบบเรียนทุกคนล้วนต้องผูกเนคไทเสมอ หรือถ้าออกนอกบ้านก็กำเริบถึงขนาดสวมเสื้อนอกด้วย ทั้งๆ ที่ พ่อของเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่เคยสัมผัสเสื้อนอกเลย เพราะเสื้อนอกไม่อยู่ในวิถีชีวิตไทย ขนาดนักการเมืองยังจะเอาเงินของเราไปตัดเสื้อนอกใช้เลย ถ้าขยันมองหาสารเชยๆ อย่างนี้ก็จะพบในภาพประกอบแบบเรียนเต็มไปหมด แต่มันทั้งจืดทั้งเชยเสียจนไม่ค่อยมีใครไปจ้องมันเท่านั้น ทำไมคุณเรณูจึงต้องการความจืดขนาดนี้ ผมเดาเอาว่าเป็นเพราะภาพจืดๆ เหล่านี้ให้ความหมายสองอย่าง อย่างแรกก็คือ แตกต่างจากการ์ตูนทั่วไป งานของคุณเรณูไม่ได้สื่อด้วยภาพ แต่สื่อด้วยตัวหนังสือ ถ้าไม่อ่านตัวหนังสือก็ไม่มีทางได้รับสารอะไรทั้งสิ้น ตรงกันข้าม มองภาพแต่เพียงผ่านๆ แล้วอ่านหนังสือก็ได้รับสารทั้งหมดไปแล้ว ความจืดของภาพจึงช่วยชูให้ตัวหนังสือซึ่งเป็นสารหลักเด่นชัดขึ้นมา อย่างที่สองก็คือ ความจืดของภาพแบบเรียนทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนทั่วไป ไม่เฉพาะของคนกลุ่มนี้ หรือคนบุคลิกแบบนั้น หรือคนในกลุ่มอาชีพโน้น โดยเฉพาะคนชั้นกลางซึ่งเป็นผู้อ่านของ มติชนสุดสัปดาห์มากที่สุดก็จะยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องของใครๆ ทุกคนมากขึ้น เพราะภาพประกอบในแบบเรียนนั้นตั้งใจจะเสนอภาพอุดมคติของคนชั้นกลางอยู่แล้ว เพราะงานของคุณเรณูเสนอสารผ่านตัวหนังสือเป็น สำคัญนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมประกาศแต่ต้นแล้วว่านี่ไม่ใช่การ์ตูนอย่างที่เราเข้าใจกันทั่วไป ผมเรียกว่าเป็น “บทความ’ตูน” แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าภาพไม่มีหน้าที่เสียเลย มีอยู่เหมือนกันแต่ไม่สำคัญ คือแทนที่จะแจกด้วยตัวหนังสือให้ใครเป็นคนพูดอะไร ภาพเป็นผู้แจกแทนตัวหนังสือ แทนที่จะต้องใช้ตัวหนังสือบรรยายสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของเหตุการณ์ ก็ใช้ภาพเป็นผู้ทำหน้าที่นี้แทน ฉะนั้นบทความของคุณเรณูจึงสามารถยัดลงไปในหน้ากระดาษเดียว ด้วยข้อความที่ถ้าเอามาเรียงต่อกันแล้ว ก็อาจจะมีเพียงสองย่อหน้าเท่านั้นได้ ผมจึงคิดว่า “ท่าที” อันถูกต้องสำหรับอ่าน “บทความ’ตูน” คือ“ท่าที” ของการอ่านบทความ เพียงแต่ว่าเป็นบทความในรูปลักษณ์อีก อย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยคุ้นเท่าไร แต่นึกอีกทีหนึ่ง นี่คือ “สื่อผสม” ไงครับ หารอยตะเข็บของสื่อสองชนิดไม่ค่อยเจอ ซึ่งสาวกของไอทีเคยเสนอว่าเป็นแนวโน้มของสื่อยุคใหม่ไงครับ เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนชั้นยอดจึงรู้สึกชอบการ์ตูน ระกากับราณี อย่างหงุดหงิดๆ เขาวิจารณ์ให้ผมฟังว่าผู้เขียนใช้ตัวหนังสือมากเกินไป และไม่ให้ภาพสื่ออะไรบ้างเลย จริงหมดทั้งนั้นนะครับที่เขาวิจารณ์ ถ้ามองงานของคุณเรณูเป็นการ์ตูน แทนที่จะเป็น “บทความ’ตูน” บางคนบ่นว่างานของคุณเรณูอ่านยาก ไม่ค่อยรู้เรื่อง ข้อนี้ก็พอมองเห็นได้นะครับ เพราะการนำเสนอเป็นของใหม่คืออยู่ในลักษณะที่ผมเรียกได้ว่า “บทความ’ตูน” ซึ่งยังไม่ค่อยคุ้นเคยในหมู่นักอ่าน อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณเรณูเลือกที่จะไม่อธิบายสัญลักษณ์บางอย่างซึ่งบาง คนอาจจับไม่ได้เลย เช่น การโพสต์ข้อความลงในเว็บบอร์ดพร้อมกับภาพหมาและฉี่หมา คนที่ไม่เคยเข้าไปอ่านข้อความในเว็บบอร์ดก็อาจจับไม่ได้ว่าข้อความเหล่านี้ หมายถึงอะไร และถ้าคนที่ไม่ได้ติดตามอ่านงานของคุณเรณูเป็นประจำ ก็อาจไม่เข้าใจว่าแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับฉี่หมาวะ อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์เหล่านี้จับความหมายได้ไม่ยาก แค่เอ่ยปากถามก็รู้ หรือติดตามหน่อยก็จับได้ ข้ามสัญลักษณ์ซึ่งไม่คุ้นเคยเหล่านี้ไปก็จะไป พบ “ทีทรรศน์” (คำนี้ไพเราะดี ส่วนจะหมายความว่าอะไรผมก็ได้แต่หวังว่าเรารู้ความหมายตรงกันนะครับ) อันหนึ่งซึ่งผมชอบ นั่นก็คือทีทรรศน์ที่กำกวมกับอะไรต่อมิอะไรที่เกิดขึ้นรอบตัวเราในโลก ปัจจุบัน ผมคิดว่าความกำกวมนี่เป็นเสน่ห์ของงาน “บทความ’ตูน” ของคุณเรณูนะครับ หมายความอย่างนี้ครับ คุณเรณูหยิบเอาความไม่ลงรอย (ทั้ง Paradox และ Contradiction) ของชีวิตสมัยใหม่ต่างๆ ขึ้น มาเป็นเนื้อหา เป็นความแตกต่างระหว่างยุคสมัย, ระหว่างวัย, ระหว่างการสื่อสารยุคโบราณกับยุคไอที, ระหว่างโลกาภิวัตน์กับท้องถิ่นนิยม ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างชัดเจน นั่นก็น่าจะใช่ นี่ก็น่าจะใช่ นั่นก็ไม่น่าใช่ นี่ก็ไม่น่าใช่ กลายเป็นปัญหาที่ผู้อ่านต้องนำไปเถียงกับตัวเอง คนอื่นเถียงแล้วจะได้ความกระจ่างชัดแก่ตนเองหรือไม่ผมก็ไม่ทราบ แต่ผมเถียงแล้วก็ยังกำกวมเหมือนเก่า คือไม่มีฝ่ายให้ยืนเต็มเท้าได้สักฝ่ายเดียว แต่นี่คือภาวะความเป็นจริงของโลกสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่หรือครับ โลกที่เรารับความอีเรื่อยเฉื่อยแฉะของข้าราชการในระบบสังคมนิยมไม่ไหว แต่ก็รับโลกของการเอารัดเอาเปรียบและเหี้ยมโหดของประสิทธิภาพทุนนิยมไม่ไหว เหมือนกัน โลกที่มอบไอทีอันน่าชื่นชมให้เรา แต่ไอทีก็เป็นเครื่องมือที่ถ่างโอกาสและสวัสดิการของมนุษย์ให้ห่างกันจนสุด ขอบฟ้ามากขึ้น โลกที่เราปฏิเสธความเป็นอันหนึ่งอันเดียวไม่ได้ แต่ก็เป็นโลกที่ไม่มีกำแพงอะไรเหลือมาขวางกั้นมิให้นักเลงโตรังแกและปล้น สะดมคนเล็กคนน้อยไปทั่วโลกอีกต่อไป เราอยู่ในโลกที่ใครๆ ก็มีทีทรรศน์ที่กำกวมกับชีวิต อ่าน ระกากับราณี แล้วไม่ทำให้หายกำกวม แต่กลับพบว่าที่เรารู้สึกกำกวมนั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ ที่จริงแล้วมีสิ่งที่ทำให้เราอยู่ในทีทรรศน์กำกวมมากกว่าที่เรารู้สึกแต่แรก เสียอีก แน่นอนครับ ที่คุณเรณู ปัญญาดี จะมานั่งเขียนอะไรเพื่อสื่อสารกับคนอื่นโดยไม่มีฝักฝ่ายที่ตัวนิยมศรัทธา อยู่เลยคงเป็นไปไม่ได้ ใครๆ ที่หาอะไรเพื่อสื่อสารกับคนอื่นมากๆ อย่าง นี้ก็คงมีเหมือนกัน (ยกเว้นก็แต่นักวิชาการที่เขียนแบบเรียนตั้งแต่ชั้นประถมถึงมหาวิทยาลัย เท่านั้น ที่สามารถเขียนอะไรที่ตัวไม่เชื่อ ไม่เคยคิดถึง ไม่ศรัทธา ไม่รังเกียจ ไม่ผูกพันทางอารมณ์และอาชีวปฏิญาณได้อย่าง “เป็นกลาง” ขนาดนั้น) แต่คุณเรณูสามารถเสนองานที่ดำรงทีทรรศน์กำกวมได้อย่างเหนือชั้น (กว่าผม) และจะกลายเป็นหนังสือที่อ่านได้ไม่รู้จบ อ่านแล้วก็อ่านอีกได้ไปอีกนาน เพราะจะมองเห็นความสลับซับซ้อนของความกำกวมในวิถีชีวิตสมัยใหม่ของเราได้ หลากหลายแง่มุมมากขึ้น นิธิ เอียวศรีวงศ์ 30 กันยายน 2544

รีวิว

ยังไม่มีบทวิจารณ์

มาเป็นคนแรกที่วิจารณ์ “เรณู ปัญญาดี เล่ม 1”