Sale!

เรณู ปัญญาดี เล่ม 3

฿300.00 ฿270.00

เรณู ปัญญาดี เล่ม 3

หมวดหมู่:

รายละเอียด

ผมยังจดจำบทสนทนาที่ได้คุยกับประชา สุวีรานนท์ นักศึกษาไทยผู้กำลังเรียนศิลปะการออกแบบอยู่ที่สถาบัน Parsons Schoolof Design หลายสิบปีก่อนโน้นได้เป็นอย่างดี เมื่อได้พบกันในเมืองเล็กๆ อันเป็นบ้านนอกของมหานครนิวยอร์กที่เขาเรียนอยู่ เขาเอ่ยเล่าอย่างเรียบๆ ถึงประสบการณ์ในรถใต้ดินวันหนึ่งว่า เห็นกระทาชายคนหนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รายวันอยู่อย่างขะมักเขม้น โดยไม่สนใจว่ารถจะเอียงไปทางซ้ายหรือขวา มือของเขาก็ยังถือหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่เต็มหน้าไม่สะทกสะท้าน “ไม่เห็นแปลกตรงไหน คนโดยสารรถใต้ดินในนิวยอร์กมักมีอะไรติดมือไปอ่านอยู่บ่อยๆ แก้เซ็ง จะได้ไม่ต้องนั่งมองหน้าคนที่ตัวไม่รู้จักและไม่ต้องการจะรู้จักด้วย” “อ๋อ ที่แปลกคือหนังสือพิมพ์นั้นมันเป็นภาษาจีน” “แสดงว่าไอ้หมอนั่นเป็นคนจีน ก็ไม่แปลกอีก เพราะในนิวยอร์กไชน่าทาวน์มันก็ใหญ่โตและมีคนจีนจากที่ต่างๆ เข้ามาทำมาหากินตลอดเวลา” “ไม่ใช่ หมอนั่นไม่ใช่คนจีน เขาเป็นคนผิวดำ” “เออ ถ้างั้นก็น่าแปลก ที่คนดำอ่านหนังสือพิมพ์จีน” “ยิ่งกว่านั้นอีก เขาอ่านหนังสือพิมพ์จีนกลับหัวด้วย” ประชาเป็นคนรุ่นเดือนตุลา 2516 และ 2519 หลังเหตุการณ์ “การปฏิวัติเดือนตุลา” เขาเป็นสาราณียกรหนังสือ สมานมิตร ซึ่งเป็นหนังสือรุ่นของโรงเรียนสวนกุหลาบ ที่สร้างความฮือฮามากเพราะเล่มพิเศษที่ประชาทำออกมานั้นมีชื่อว่า ศึก บนปกเป็นรูปมือที่กำหมัดและมีโซ่ล่ามอยู่ มีนักคิดชื่อดังเคยพูดทำนองว่า เมื่อวัตถุปรากฏเป็นจริงออกมาแล้ว จากนั้น “มันเป็นการเริ่มต้นของอวสาน” ประชาได้พบ “ความจริง” และทันทีที่สัญญะนั้นปรากฏแสดงตนออกมาอย่างเต็มที่ ภายใต้เงาของมันนั่นเองที่ “ความจริง” นั้นก็ยุติการดำรงอยู่ของมันไปอย่างเงียบๆ แต่ประชาไม่ปล่อยให้ “ความจริง” ทั้งหลายถึงจุดจบอย่างเงียบๆ ไปได้ง่ายๆ เพราะเขาต้องดำรงชีพ ทำงาน คิดไปถึง และมีอารมณ์ในสังคมที่ไม่ใช่ทันสมัยจริงๆ และก็ไม่ใช่โพสต์โมเดิร์นแท้ๆ ภาพวาดการ์ตูนชุด เรณู ปัญญาดี ยังต้องเสนอ “ความจริง” ที่ยังไม่อาจเข้าสู่วาระของการสิ้นสุดได้ ประวัติศาสตร์และความทรงจำในสังคมไทยยังไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นความจริงทางวัตถุ หากแต่มันยังคงการต่อเนื่องของการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง ในโลกแห่งมายาคติและความจริงลวงนี้ ประชาประสบความสำเร็จอย่างงดงามและท้าทายยิ่งในการสร้างยี่ห้อประจำตัวหรือสัญญะที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาขึ้นมา ในโลกของนักวาดการ์ตูนนั้น ทุกคนต่างก็มีตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์และยี่ห้อประจำตัว ชุลส์ (Charles M. Schulz) มี(เด็กชาย) ชาลี บราวน์ กับคู่กัด (เด็กหญิง) ลูซี่ เป็นตัวแบบของเด็กอเมริกันที่มีเสรีภาพ เสมอภาค และอธิปไตย เป็น “ภาพเหมารวม” (stereotype) ของชนชั้นกลางอเมริกันที่ “ทุกคนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” การ์ตูนพีนัทส์จึงไม่มีครอบครัวพ่อแม่หรือสัญลักษณ์ของอำนาจให้เกะกะรุงรัง เป็นโลกของเด็กๆ หรือเหตุผลนิยมที่เหน็บและล้อเลียนวิจารณ์สังคมของผู้ใหญ่ การ์ตูนไทยเท่าที่จำได้มีหนูเล็กลุงโกร่ง แต่ก็เป็นการ์ตูนดิสนีย์พูดไทยเสียมากกว่า ที่เป็นยี่ห้อไทยๆ สมัยทศวรรษปี พ.ศ. 2500 คือการ์ตูนตุ๊กตาที่มีหนูนิด หนูไก่ หนูหน่อย และหนูแจ๋ว (จอมฮึ) แต่ไม่มีการเมืองอะไรทั้งสิ้น ราชาการ์ตูนเมืองไทยที่พูดถึงเรื่องการเมืองมากขึ้นในยุครัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แก่ คุณประยูร จรรยาวงษ์ ผู้ให้กำเนิด “ศุขเล็ก” (อันเป็นชื่อของสุข ปราสาทหินพิมาย นักชกผู้โด่งดังในสมัยโน้น) โดยวาดเป็นตัวลิเกมีขนไก่เสียบบนหัว การ์ตูนของประยูรเด่นตรงที่เล่นเรื่องหนักๆ คือการบ้านการเมืองและนักการเมืองผู้มีอำนาจ เวทีตอนนั้นคือค่ายสยามรัฐของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเป็นการเมืองของชนชั้นนำฟาดฟันกันเอง หากกลับไปดูการ์ตูนเหล่านั้น ก็ยังเห็นภาพเสนอ (re-presentation) และความปรารถนาของภาพนั้นที่จะให้สังคมไทยในยุคนั้นๆ เป็นอะไร มาถึงยุคโพสต์สิบสี่ตุลาและหกตุลา ประชาก็สร้างการ์ตูนอันเป็นยี่ห้อและสัญญะของยุคสมัยเขาขึ้นมาด้วยเช่นกัน นั่นคือ เรณู ปัญญาดี ผมคิดว่าประชาเป็นคนแรกที่สร้างภาพอุดมคติของครอบครัวคนชั้นกลางที่มีชีวิตอยู่ในบ้านเดี่ยวและครอบครัวอบอุ่น เป็นสูตรสำเร็จให้กับภาพวาดของเขา เรณู ปัญญาดี เป็นอวตารของเด็กชายปัญญากับเด็กหญิงเรณู อันเป็นภาพประกอบหนังสือเรียนวิชาอ่านภาษาไทยของชั้นประถมศึกษาสมัยที่ผมเป็นนักเรียน ในหนังสือนั้นต้องการฝึกให้นักเรียนหัดอ่านและเขียนภาษาไทยที่ถูกต้องตามมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ติดตาและฝังใจมาอีกนานคือภาพประกอบเรื่องและคำ ซึ่งเป็นภาพของครอบครัวเด็กชายปัญญากับเด็กหญิงเรณูที่แสนจะอบอุ่นและมีมารยาท แต่งเนื้อแต่งตัวสะอาดสะอ้านถูกต้องตาม “รัฐนิยม” เมื่อออกนอกบ้านทุกคนสวมหมวก พ่อก็นุ่งกางเกงขายาว เสื้อเชิ้ตแขนสั้น แม่นุ่งกระโปรงสวมเสื้อลายดอก เสื้อรีดกลีบโง้งทุกคน พวกเรานักเรียนโรงเรียนวัดท่าคอย (สกุณอุปถัมภ์) ดูด้วยความทึ่งและตื่นตาตื่นใจมาก เพราะภาพของครอบครัวอย่างนั้นหาแทบไม่ได้ในอำเภอที่ผมอยู่ นอกจากครูประจำชั้นที่แต่งเครื่องแบบหรือกระโปรง แต่หลังเวลาเรียนก็นุ่งผ้าถุงหรือผ้าซิ่น เวลาเลิกงานพ่อก็นุ่งผ้าขาวม้าหรือกางเกงขาก๊วย นอกจากภาพทุ่งนาที่มีควายสองสามตัว ภาพทั้งหมดในหนังสือ ปัญญา-เรณู นั้นผมไม่เคยเห็นเลยในบ้านนอกบ้านผม ไม่ว่าถนนราชดำเนินกว้างใหญ่ที่มีอนุสาวรีย์รูปแปลกๆ ตั้งอยู่ตรงกลางถนน รถเก๋งที่วิ่งไปมาบนถนนนั้น ตึกรูปรีๆ วางยาวขนานไปบนสองข้างทาง และรถไฟ ครอบครัวปัญญาเรณูในยุคนั้นคือภาพอุดมคติของรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือจะพูดให้ไกลไปถึงว่าเป็นความฝันของคณะราษฎรก็น่าจะได้ ที่ต้องการสร้างสังคมไทยใหม่ที่เป็นกระฎุมพีและมี (ความ) ศิวิไลซ์ ทัดเทียมนานาอารยะประเทศที่พลเมืองทุกคนมีสิทธิเสมอภาคในการศึกษาและทางสังคม เมื่อ เรณู ปัญญาดี อุบัติขึ้นใหม่ในโลกโพสต์สิบสี่ตุลา มันมีนัยอะไร ในความคิดและความเข้าใจของผม ประการแรกคือ การกลับทิศทางและความหมายของภาพนั้นเสียหมด ตั้งแต่ชื่อที่กลับมาให้เรณูขึ้นก่อน ตามสมัยนิยมของเฟมินิสม์หรือความเสมอภาคทางเพศ การคงเครื่องแต่งกายของยุค “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” รวมทั้งอิริยาบถต่างๆ ไว้ ในขณะที่บริบทได้เปลี่ยนมาเป็นยุคโพสต์โมเดิร์นแล้ว ทำให้เกิดความขัดแย้งต้านตึงและส่อเสียดกระทบกระแทก หนักบ้างเบาบ้างตามสถานการณ์และความพอใจของผู้อ่าน เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เชิงลึกผ่านการใช้ “วัฒนธรรมเชิงสายตา” (visual culture) ดังที่อาจารย์มิตเชลล์ (W. J. T. Mitchell) ได้อธิบายว่า “สายตาเป็นสัมผัสที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ สำคัญกว่ารส กลิ่น เสียง และการได้ยิน มันมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก สามารถกระตุ้น ยั่วเย้า และมอมเมา” (ในตอน “เมื่อภาพเสนอแล้วเธอต้องตอบสนอง”) ประการต่อมา สิ่งที่ครอบครัวสมัยใหม่ของเรณู ปัญญาดี ยั่วเย้าและนำเสนอคือ ความปรารถนาที่ยังถูกกดทับอยู่ นั่นคือความจริงที่ว่า ถึงแม้พ่อจะยังเป็น “ผู้นำ” ของครอบครัวอยู่ แต่พ่อก็ต้องยอมให้ลูกๆ และเมียมีปากมีเสียงมากขึ้น ความจริงแล้วพ่อใน เรณู ปัญญาดี แทบไม่มีบทบาทอะไรเลยในโลกโลกาภิวัตน์นี้ ไม่มีอำนาจ ไม่มีพลัง และความรู้ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นปฏิภาคกับความเป็นจริงในสังคมไทยที่ความเป็นชาย ความเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นผู้อาวุโสนั้น ยังถูกยึดถือให้เป็นสัญลักษณ์และการปฏิบัติของอำนาจของพลังและของความรู้ทั้งปวงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ภาพในโลกของ เรณู ปัญญาดี จึงมีแต่เยาวชน หาคนแก่ๆ และราษฎรอาวุโสได้ยาก ประการสุดท้ายคือ บทสนทนาอันมองไม่เห็น (unseen dialogues) ภาพและเรื่องของเรณู ปัญญาดี นำเสนอความคิดในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่เรื่องทฤษฎีของภาพ, “ประเทศครูเบ็น”, “นิธิแลนด์”, “ประชาธิปไตยในเรือนกระจก” และ “นรก พลังบวก” ไปถึง “อวตาร : มารการเมือง” และ “ม็อบอำมาตย์ คู่มือก่อม็อบเพื่อการป่วนประเทศไทย” ฯลฯ ความแสบของประชาไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่องเท่านั้น ซึ่งในตัวมันเองก็จัดหนักอย่างเต็มพิกัดเรียกว่าประพฤติตนอย่างไม่เรียบร้อยเป็นที่สุด คนที่สวมแว่นสีเหลืองหรือเขียวก็ต้องบอกว่า คนวาดนี้ต้องเป็นพวก “เสื้อแดง” หรือแนวร่วมอย่างแก่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่กระตุ้นอารมณ์อย่างยิ่ง ต่อจากนั้นได้แก่นัยเนื้อหาและเรื่องที่ไม่ได้พูด (ออกมาตรงๆ) ซึ่งประชาอธิบายเองว่าได้มาจาก “การผูกคาแรคเตอร์หรือสถานการณ์คือเอาอะไรที่มันขัดแย้งกันอย่างเอ็กซ์ตรีมมาปะทะกัน หรือเอาสองความคิดมาชนกัน” ความสะใจของผู้อ่านมาจากอารมณ์ร่วมที่สายตามีกับภาพ หรือถ้าพูดแบบมิตเชลล์ก็คือ ภาพให้ความปรารถนาทางอารมณ์แก่เรา เช่น ภาพยักษ์เหาะมาในมาดของหนังใหญ่หรือที่อยู่ในจิตรกรรมฝาผนังวัดหลวงและวัง พากันเรียกร้อง “เราต้องการประชาธิปไตยที่กินได้” อีกภาพหนึ่งคือทศกัณฐ์กำลังพูดว่า “เทวดามีวันเทวดาวันโหวต ยักษ์ขอวันยักษ์วันโหวตมั่งเท่านั้นเอง !” E. L. Doctorow กล่าวว่า การเขียนนวนิยายก็เหมือนการขับรถไปในเวลากลางคืน คุณจะเห็นแต่ภาพที่อยู่ในลำแสงไฟหน้ารถนอกนั้นเป็นความมืดมิด นักเขียนไม่มีเวลาและภาพของจริงอื่นๆ ให้ตระเตรียมให้พร้อมก่อนจะลงมือเขียน หากแต่ต้องเขียนไปให้ได้ในเวลานั้น และเขียนให้ได้มากกว่าสิ่งที่เห็นนั้นด้วยผมตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่อ่าน (ไม่ใช่เพียงแค่ดูหรือมอง) ภาพวาดของประชา เพราะคิดว่าเขาต้องคิดในเรื่องและความหมายของเรื่องมากมายกว่าจะถ่ายทอดลงไปในแผ่นกระดาษ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ด้วยที่เขาจับมาเขียนการ์ตูน ผมกำลังนึกถึงงานสองชิ้นที่เขานำเสนอความคิดของสองนักคิดคนสำคัญระดับโลกคือ ครูเบ็นกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์โดยนำความคิดเอกในเรื่องชาตินิยมและวัฒนธรรมของสองท่านมาอธิบาย ในการเสนอนั้นประชาทำได้อย่างดียิ่ง เหมือนกับเป็น “คู่มือ” หรือ ฮาวทูได้สบายๆ ข้อที่ต่างไปจากภาพวาดอื่นๆ ก็คือสองเรื่องหลังนี้ไม่มีการกระตุ้นอารมณ์และความปรารถนา เป็นการให้การเรียนรู้และเข้าใจในเนื้อหาทางความคิดและการปฏิบัติทางวิชาการของสองท่านอย่างแท้จริง ผมพยายามหาดูว่ามีตรงไหนประเด็นไหนที่ประชากัดครูเบ็นและอาจารย์นิธิบ้างก็หาไม่ได้เลย มีที่หยอกอยู่นิดตรงที่ให้ครูเบ็นพูดกับไอน์สไตน์ เจ้าของวลีทองคำ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ส่วนครูเบ็นแย็บว่า “จินตนาการสำคัญกว่าพาสพอร์ต” ในขณะที่อาจารย์นิธิว่า “วัฒนธรรมสำคัญกว่าความรู้” ทั้งหมดนั้นขอจบลงด้วยวาทะของเปรตที่กำลังถูกต้มในกระทะทองแดง กล่าวหลังจากการสัมมนาเรื่องการคิดเชิงบวกว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความเจ็บ” ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

รีวิว

ยังไม่มีบทวิจารณ์

มาเป็นคนแรกที่วิจารณ์ “เรณู ปัญญาดี เล่ม 3”