รัฐธรรมนูญ

ปิยบุตร แสงกนกกุล
บทที่ 1
  • ประวัติศาสตร์ข้อความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญ
บทที่ 2
  • อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
บทที่ 3
  • การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย
บทที่ 4
  • ผู้ร่างเป็นอย่างไรก็ได้รัฐธรรมนูญอย่างนั้น
บทที่ 5
  • การสร้างคำอธิบายของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบกษัตริย์นิยม

คำนำสำนักพิมพ์

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมบทความของปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าด้วย “รัฐธรรมนูญ” และแนวความคิดของ “นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ” ที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ และวารสาร ฟ้าเดียวกัน แล้วนำมาแก้ไขปรับปรุงใหม่ ที่ผ่านมาตำรับตำราเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญของนักวิชาการไทย ส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่ที่การอธิบายเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ และที่ดีขึ้นมาหน่อย  ก็จะเป็นการศึกษารัฐธรรมนูญเปรียบเทียบของประเทศต่างๆ หรือประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับพัฒนาการทางการเมืองของเรา

ทว่าต่างไปจากงานอื่นๆ ที่ผ่านมา งานของปิยบุตร แสงกนกกุลได้ชี้ชวนให้เราให้ความสำคัญและทำความเข้าใจต่อความหมายที่เป็นแก่นแกนของสิ่งที่เรียกกันว่า “รัฐธรรมนูญ” ในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองของมนุษย์

หากกล่าวอย่างรวบรัดที่สุด โดยตัวของมันเองแล้ว รัฐธรรมนูญ ก็คือ การปฏิวัติ

ท่ามกลางพัฒนาการของรัฐสมัยใหม่ รัฐธรรมนูญถือเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อแตกหักกับระบอบการเมืองเก่าแล้วเข้าสู่ระบอบการเมืองใหม่

ในแง่นี้ รัฐธรรมนูญจึงเป็นผลงานรังสรรค์ของมนุษย์หรือ “ประชาชน”–มิใช่สิ่งที่พระเจ้าหรือผู้ปกครองอภิชนในสังคมเก่าประทานลงมาให้–อันแสดงออกซึ่งศักยภาพในการเป็นผู้ทรงอำนาจก่อตั้งรูปแบบการเมืองที่ตนปรารถนา

ดังนั้น เมื่ออาศัยข้อความคิดรัฐธรรมนูญเช่นนี้มาพิจารณาการเมืองไทยปัจจุบัน นักวิชาการหนุ่มแห่งนิติราษฎร์จึงเสนอว่า สิ่งที่สำคัญกว่าในการพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญในสังคมไทย จึงไม่ใช่มุ่งจมไปยังการแสวงหารูปแบบองค์กรการเมืองหรือการออกแบบสถาบันการเมืองที่ “เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย” แต่คือการแสวงหา “ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นปมปัญหาหัวใจสำคัญแห่งยุคสมัยต่างหาก

ด้วยที่เกริ่นมาทั้งหมดข้างต้น จึงคงไม่เกินเลยไป หากเรา–ฟ้าเดียวกัน–จะภูมิใจนำเสนอว่า งานของปิยบุตร แสงกนกกุลเล่มนี้ จะเป็นฐานทางภูมิปัญญาหนึ่งให้แก่ “การเปลี่ยนผ่าน” ไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชน ณ หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญแห่งยุคสมัยของสังคมนี้


คำนำผู้เขียน

ไปให้ถึงอำนาจปฐมสถาปนา
ปิยบุตร แสงกนกกุล

อำนาจสถาปนาแสดงถึงการแผ่ขยายแบบปฏิวัติของความเป็นไปได้ของมนุษย์ในการสร้างประวัติศาสตร์และการสรรสร้างสิ่งใหม่ ดังนั้น มันจึงเป็นกระบวนการสัมบูรณ์เด็ดขาดด้วย เมื่ออำนาจสถาปนาได้ดำเนินเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่อาจถูกหยุดยั้งได้ อำนาจสถาปนาไม่มีขีดจำกัด ตรงกันข้าม มันมอบความไร้ขีดจำกัดต่างหาก ข้อความคิดหนึ่งเดียวที่เป็นไปได้ของรัฐธรรมนูญ คือ ข้อความคิดหนึ่งเดียวที่เป็นไปได้ของการปฏิวัติ

Antonio Negri, Il potere costituente :
saggio sulle alternative del moderno (1992)

“อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ” คืออะไร (1)

อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ คือ อำนาจแห่งการริเริ่ม อันไร้ขอบเขตข้อจำกัดและเป็นอิสระ เพื่อใช้ก่อตั้งระบอบการเมือง-ระบบกฎหมายขึ้นในห้วงเวลาที่ปราศจากระบอบการเมือง-ระบบกฎหมาย

ในห้วงเวลาที่ระบอบการเมืองหนึ่งก่อตั้งขึ้นและดำรงอยู่อย่างปกติ อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญจะไม่มีทางเกิดขึ้นและปรากฏกายได้ มันจะเผยโฉมออกมาให้เราเห็นก็ต่อเมื่อเกิดการทำลายระบอบการเมืองที่ดำรงอยู่ให้ดับสูญลงและก่อตั้งระบอบการเมืองใหม่ขึ้นแทนที่

ในยุคสมัยใหม่ ประชาชน คือ ผู้ทรงอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ หาใช่พระเจ้าหรือกษัตริย์ไม่ ประชาชนจึงเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจกำหนดระบอบการเมืองใหม่ขึ้นตามที่พวกเขาปรารถนา โดยแสดงออกในรูปของ “รัฐธรรมนูญ” ในนัยนี้เอง การสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับแรกทางประวัติศาสตร์ (la première constitution historique) ที่แท้จริง คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญโดยปราศจากเงื่อนไขใด

การกำเนิดรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์ในการเป็นผู้ทรงอำนาจก่อตั้งระบบการเมืองการปกครอง นับตั้งแต่นี้ พระเจ้าหรือกษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดรูปแบบการเมืองและความเป็นไปของชีวิตรัฐอีก รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรแสดงถึงการแตกหักในทางประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงจุดสิ้นสุดของระบอบเก่าและจุดเริ่มต้นของระบอบใหม่ เรื่องราวประสบการณ์ในระบอบแบบเก่าก็ดี ชีวิตรัฐในระบอบแบบเก่าก็ดี อำนาจของศาสนาก็ดี อำนาจของกษัตริย์ก็ดี อำนาจของผู้ปกครองในระบอบแบบเก่าก็ดี ทั้งหลายเหล่านี้ได้สิ้นสุดลง แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นระบอบใหม่ หากจะมีสิ่งใดตกค้างอยู่ สิ่งนั้นก็ต้องเป็นไปตามรูปการณ์ของระบอบใหม่

Dieter Grimm ศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญชาวเยอรมันและอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสนอไว้ว่า รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริงจะบังเกิดได้ ต้องอาศัยสังคมที่หลุดพ้นจากการครอบงำของศาสนาและกษัตริย์ ความคิดแบบศาสนาและกษัตริย์ไม่เปิดกว้างและไม่สนับสนุนให้ประชาชนได้ถกเถียงถึงรูปแบบการเมืองที่พวกเขาปรารถนาได้ เพราะติด “เพดาน” เรื่องต้องห้ามตามแบบศาสนาและกษัตริย์ พูดง่ายๆ คือ ไม่สามารถคิดฝันได้สุดทางนั่นเอง

มีแต่รัฐที่ถูก secularized ออกจากทั้งสองเรื่องนี้เท่านั้นที่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญในความหมายแบบสมัยใหม่ได้ ระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ไม่ได้ หากไม่จัดการ “ปลดแอก” ความคิดออกจากการครอบงำของสองสิ่งนี้

ผมได้เรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งแรกในปี 2541 สมัยอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี รศ. ดร. วิษณุ วรัญญู เป็นผู้สอน อาจารย์เป็นผู้ที่ทำให้ผมรู้จักข้อความคิดเรื่อง “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็หลงใหลข้อความคิดนี้จนกระทั่งผมไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศสและมีโอกาสศึกษาค้นคว้างานทางทฤษฎีในภาษาต่างประเทศมากขึ้น ผมพยายามหาคำตอบว่า“รัฐธรรมนูญ” ที่เราท่องจำกันมาตลอดว่ามันคือกฎหมายสูงสุดนั้น เกิดจากอำนาจชนิดใด และเมื่อไรที่ “constitution” ถูกยกระดับให้กลายเป็นคำที่มีความหมายถึง “กฎหมายสูงสุด”

ยิ่งพอศึกษาประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญของหลายประเทศเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยแล้ว ก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ว่า ตกลงแล้ว ในระบอบการเมืองของไทย ใครคือผู้ทรงอำนาจสูงสุด และใครคือ “ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ”

วิกฤตการเมืองไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็นถึงความขัดแย้งอันเป็นรากฐานของสังคมการเมืองไทยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนับตั้งแต่ปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ความขัดแย้งนั้น ได้แก่ ใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ใครคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจก่อตั้งระบอบการเมืองให้เป็นในลักษณะตามที่ตนต้องการ

ทว่าเราไม่เคยมีโอกาสถกเถียงอภิปรายอย่างเต็มที่โดยปราศจากเพดานข้อจำกัดว่าเราต้องการระบอบการเมืองแบบใด

เราละเลยประเด็นปัญหาอันเป็นรากฐานของสังคมการเมืองสมัยใหม่ที่ว่า ใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ

เรามัวถกเถียงอยู่กับเรื่องการออกแบบสถาบันการเมือง การออกแบบระบบการเลือกตั้ง การสร้างองค์กรอิสระใหม่ๆ ขึ้นมาตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
เราถูกทำให้เชื่อว่าวงจรชีวิตรัฐธรรมนูญไทยวนเวียนอยู่กับ “วงจรอุบาทว์” รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง วนเวียนเช่นนี้เรื่อยมา จน “ติดกับ” ความคิดไปเสียแล้วว่านี่คือเรื่องปกติในสังคมการเมืองไทย

หากพิจารณาเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญของตะวันตก อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยใช้เวลาไปกับการทำรัฐธรรมนูญเพื่อ “แก้ไข” ปัญหาที่ชนชั้นนำ จารีตประเพณีคิดว่าเป็นภัยของระบอบ รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการต่อสู้กันระหว่างพลังทางการเมืองของสองความคิด เรายังไม่เคยมีโอกาส “สถาปนา” รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริงเลย

หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากการรวบรวมข้อเขียน 4 ชุดที่ตีพิมพ์ในคอลัมน์ “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” ใน มติชนสุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 ถึง 2 ตุลาคม 2558 ได้แก่ ข้อความคิดรัฐธรรมนูญ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างเป็นอย่างไรก็ได้รัฐธรรมนูญอย่างนั้น นอกจากนี้ ยังได้นำบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร ฟ้าเดียวกัน เรื่อง “การสร้างคำอธิบายของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบกษัตริย์นิยม” มารวบรวมไว้อีกด้วย

ผมขออนุญาตกล่าวขอบคุณ พี่โต้ง ฐากูร บุนปาน คุณสุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชรและกองบรรณาธิการ มติชนสุดสัปดาห์ ที่เปิดโอกาสให้ผมได้เขียนคอลัมน์ในนิตยสารผมติดตามอ่าน มติชนสุดสัปดาห์ มาตั้งแต่สมัยยังเรียนชั้นประถม 5 สมัยนั้นพ่อซื้อมาอ่าน ผมก็ได้ตามอ่านไปด้วย จนกระทั่งปัจจุบันพ่อก็ยังคงรับหน้าที่ซื้อนิตยสารฉบับนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง และผมก็ต้องรออ่านหลังจากพ่ออ่านเสร็จเหมือนเมื่อครั้งผมยังเด็ก ผมเติบโตมากับ มติชน ความคิดทางการเมืองและความรู้ที่ผมมีอยู่ทุกวันนี้หลายส่วนได้มาจากการอ่าน มติชน เมื่อมีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ลงใน มติชนสุดสัปดาห์ ผมจึงภูมิใจและดีใจมาก

ขอบคุณพี่ปุ๊ ธนาพล อิ๋วสกุล และพี่ต๋อม ชัยธวัช ตุลาธน และกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่ตัดสินใจนำข้อเขียนของผมมารวมเป็นเล่ม และช่วยตรวจทานขัดเกลาต้นฉบับให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ผมเขียนงานชิ้นนี้ขึ้น เพราะต้องการทดลองกำหนด “วาระ” ใหม่ดูบ้าง หลายปีที่ผ่านมา เราทุ่มเทเวลาไปถกเถียงในประเด็นที่นักกฎหมายฝ่ายไม่เป็นประชาธิปไตยกำหนดสร้างขึ้น ในหลายประเด็นเป็นการบิดผันการตีความแบบศรีธนญชัย ในหลายประเด็นเป็นเรื่อง “เทคนิควิธี” ที่ถกเถียงไปคงไม่มีประโยชน์เท่าไรนักหากปัญหาเชิงระบอบโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ไข

ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การนำเสนอเรื่องที่สะท้อนถึงโครงสร้างอุดมการณ์อาจเป็นประโยชน์กว่า เราเสียเวลากับการเดินตามเส้นทางที่พวกเขาขีดเส้นบังคับให้เราเดินมากจนเกินไปแล้ว

ไปให้พ้นจาก “วงจรอุบาทว์” รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ -> ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ -> มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง -> รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ -> ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ -> มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ไปให้ถึง อำนาจปฐมสถาปนา
นี่คือ ศักยภาพของมนุษย์ในการสร้างประวัติศาสตร์
นี่คือ การเมืองของความเป็นไปได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
มีนาคม 2559

(1) “อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ” เป็นคำที่ ศ. ดร. เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดขึ้นเพื่อใช้แทนคำว่า pouvoir constituant originaire เมื่อผมเห็นครั้งแรกก็รู้สึกชอบมาก เพราะเป็นคำที่กระชับ สวย และเก็บความได้ครบ จึงขออนุญาตนำคำนี้มาใช้

โพสต์โดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เมื่อ | หมวดหมู่ B2559, หนังสือเล่ม