ชาวนาการเมือง

ผู้เขียน แอนดรู วอล์คเกอร์ / ผู้แปล จักรกริช สังขมณี
บทนำ
  • ชาวนา อำนาจ และสังคมการเมือง
บทที่ 1
  • ชาวนาที่ยังดำรงคงอยู่ของประเทศไทย
บทที่ 2
  • เศรษฐกิจชนบทรายได้ปานกลางของบ้านเทียม
บทที่ 3
  • การดึงอำนาจเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว
บทที่ 4
  • พันธสัญญา ทุนเอกชน และรัฐ
บทที่ 5
  • เศรษฐกิจการเมืองของโครงการ
บทที่ 6
  • ชุมชน การทำให้อ่านออกง่าย และมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์
บทที่ 7
  • ธรรมนูญแห่งชนบท
บทสรุป
  • สังคมการเมือง สังคมประชา และประชาธิปไตย
 

คำนำสำนักพิมพ์

ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่  10  ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงต้นเดือนมกราคม  2551  แอนดรู วอล์คเกอร์  (Andrew Walker)  นักมานุษย­วิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย  (ANU)  ในขณะนั้น ได้นำเสนอบทความเรื่อง  “Royal Sufficiency and Elite Misrepresentation of Rural Livelihoods”  ซึ่งท้าทายวิธีคิด และการนำเสนอภาพชนบทของชนชั้นนำไทยผ่านการวิพากษ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังชวนให้เรามองเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะที่เป็นเครื่องมือเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน ทางกองบรรณาธิการฟ้าเดียวกัน ก็ได้นัดสัมภาษณ์แอนดรู วอล์คเกอร์ และได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ในชื่อ “เศรษฐกิจพอเพียง ประชาธิปไตยพอเพียง และรัฐธรรมนูญชาวบ้าน” (ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551) ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันกับวอล์คเกอร์

ในปีเดียวกันนั้นเองเขาได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “The Rural Constitution and the Everyday Politics of Elections in Northern Thailand” ในวารสาร Journal of Contemporary Asia ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานบุกเบิกที่ร่วมกันฝ่าวาทกรรม “โง่ จน เจ็บ” ของผู้เลือกตั้งในชาวชนบทไทยที่ครอบงำการศึกษาเรื่องพฤติกรรมการเลือกตั้งมาอย่างยาวนาน บทความชิ้นดังกล่าวเป็นหนึ่งในบทความสำคัญ 4 ชิ้นที่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันได้จัดแปลและรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือ การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง: วาทกรรม อำนาจ และพลวัตชนบทไทย โดยมีประจักษ์ ก้องกีรติ เป็นบรรณาธิการ (และเป็นบทที่ 7 ของหนังสือเล่มนี้) งานเหล่านี้ศึกษาวัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่นและแสดงให้เห็นว่า ชาวชนบทไม่ใช่ผู้ถูกกระทำทางการเมืองที่เฉื่อยชาตามภาพเหมารวมที่ถูกสร้างขึ้น แต่เป็นผู้ที่มีความตื่นตัวทางการเมือง มีการต่อสู้ต่อรองกับผู้มีอำนาจด้วยวิธีการต่างๆ และมีกระบวนการเรียนรู้ที่จะประเมินและตัดสินการทำงานของนักการเมือง พรรคการเมือง และรัฐบาล ตามระบบคุณค่า/ค่านิยมของท้องถิ่นที่วอล์คเกอร์เรียกว่า “ธรรมนูญแห่งชนบท” ซึ่งได้รวมเอาเกณฑ์ตัดสินคุณค่าแบบสมัยใหม่บางอย่าง เช่น การให้ความสำคัญกับการบริหารที่โปร่งใสไว้ด้วย

สำหรับหนังสือ Thailands Political Peasants: Power in the Modern Rural Economy เล่มนี้ วอล์คเกอร์ได้ศึกษาพลวัตของอำนาจในชนบท ซึ่งมีตัวแสดงหลักหน้าใหม่ที่เขาเรียกว่า “ชาวนารายได้ปานกลาง” (หรือที่นักวิชาการบางคนเรียกว่า ชนชั้นกลางใหม่ ชนชั้นกลางระดับล่าง) เกิดขึ้นและกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในชนบทไทยปัจจุบัน วอล์คเกอร์เสนอว่า การเมืองของชาวนารายได้ปานกลางนั้นแตกต่างจากการเมืองของชาวนาผู้ยากไร้ในอดีตหรือชาวนาชายขอบในปัจจุบันในแง่ที่ว่า ชาวนารายได้ปานกลางไม่ได้ต่อต้านอำนาจที่มาจากภายนอก แต่ต้องการสร้างสายสัมพันธ์กับแหล่งอำนาจต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐ อำนาจของตลาด/ทุน อำนาจของผี หรืออำนาจทางศีลธรรมของชุมชน ซึ่งเป็นสี่ปริมณฑลสำคัญใน “สังคมการเมือง” แบบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในชนบท

สังคมชาวนาของไทยไม่ได้สูญสลายไปตามคำทำนายของนักทฤษฎีหลายคนในศตวรรษที่ 20 แต่การดำรงคงอยู่ของสังคมชาวนาไทยนั้นพึ่งพาอาศัยการสนับสนุนของรัฐเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนนโยบายด้านการคลังของรัฐจากการเรียกเก็บภาษีจากชนบทไปสู่การให้เงินอุดหนุนแก่ชนบท เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่อาจเป็นภัยคุกคามทางการเมืองได้นั้น มีบทบาทสำคัญในการดำรงรักษาประชากรจำนวนมากไว้ในชนบท ซึ่งแม้ว่าจะเป็นประชากรที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ก็ไม่มีผลิตภาพเพียงพอที่จะตอบสนองความมุ่งมาดปรารถนาต่างๆ ที่เกิดจากการกระตุ้นของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญของชาวนารายได้ปานกลางจึงอยู่ที่การเพิ่มผลิตภาพ ด้วยการดึงงบประมาณของรัฐและทุนเอกชนเข้าสู่หมู่บ้าน และการเลือกตั้งก็เป็นช่องทางสำคัญในการใช้อำนาจของพวกเขา เพื่อให้ได้มาซึ่งนโยบายและโครงการต่างๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและดึงทรัพยากรจากภายนอกเข้ามาพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

พลังของการเลือกตั้งทำให้ฐานต่อรองทางอำนาจเคลื่อนย้ายจากเมืองหลวงไปสู่เขตเลือกตั้งในชนบท โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสานซึ่งมีสัดส่วนที่นั่งในสภาค่อนข้างมาก ชนชั้นนำและชนชั้นกลางเก่าพยายามทำลายความชอบธรรมของอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวาทกรรมเรื่องการซื้อเสียงและความ “โง่-จน-เจ็บ” ของผู้เลือกตั้งในชนบท และดึงอำนาจกลับมาอยู่ในมือชนชั้นนำเสียงข้างน้อย พวกเขาวิจารณ์นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณว่าส่งเสริมให้คนชนบทเกิดความคาดหวังทางเศรษฐกิจที่เกินตัว บ่อนทำลายวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชนบท ซึ่งก็สอดคล้องกับการรณรงค์ต่อต้านทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ขององค์กรภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่ง เศรษฐกิจพอเพียงและแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนไม่ยอมรับความต้องการของคนชนบทที่อยากจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น อยากส่งลูกหลานเรียนมหาวิทยาลัย ฯลฯ แต่ต้องการกดพวกเขาไว้ให้อยู่แบบพอเพียงในหมู่บ้าน มันจึงเป็นบทแย้งของ “สังคมการเมือง” แบบใหม่ในชนบท

รัฐบาลหลังรัฐประหาร 2549 และ 2557 พยายามบ่อนทำลาย “สังคมการเมือง” แบบใหม่ในชนบท และพาประเทศถอยหลังย้อนกลับไปในยุครัฐราชการ แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในชนบทที่ก่อให้เกิดชาวนารายได้ปานกลางเป็นของจริง ความพยายามกดทับเสียงของชาวชนบทด้วยอำนาจจากกระบอกปืนก็คงพิสูจน์กันต่อไปว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด

สุดท้าย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันขอขอบคุณแอนดรู วอล์คเกอร์ ผู้เขียน และจักรกริช สังขมณี ผู้แปล รวมทั้ง The University of Wisconsin Press เป็นอย่างสูงที่มอบความไว้วางใจให้เราดำเนินการแปลและจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมา

อนึ่ง ในหนังสือเล่มนี้ผู้แปลเลือกใช้คำว่า “สังคมประชา” สำหรับการแปลคำว่า “civil society” เพื่อให้สอดรับกับคำว่า “สังคมการเมือง” (political society) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของปาร์ธา แชทเทอร์จี ที่ถูกใช้เป็นตัวเปรียบต่างของแนวคิดเรื่อง “civil society” อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงองค์กรหรือขบวนการเคลื่อนไหวของ “civil society” ผู้แปลใช้คำว่า “ภาคประชาสังคม” เนื่องจากเป็นคำที่นิยมใช้กันจนกลายเป็นศัพท์เฉพาะไปแล้ว

โพสต์โดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เมื่อ | หมวดหมู่ B2559, หนังสือเล่ม