โลกของคนไร้บ้าน

บุญเลิศ วิเศษปรีชา

  บทที่ 1
  • จาก “คนเร่ร่อน” ถึง “คนไร้บ้าน”
บทที่ 2
  • เปิดประตูสู่โลกของคนไร้บ้าน
บทที่ 3
  • กว่าจะมาเป็นคนไร้บ้าน
บทที่ 4
  • การใช้ชีวิตรอดบนท้องถนน
บทที่ 5
  • วังวนของชีวิตคนไร้บ้าน
บทที่ 6
  • คนไร้บ้าน : ปรากฏการณ์ที่สังคมไทยต้องยอมรับ

บทกล่าวนำ

บ้านกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์โลกในปัจจุบัน   จนกระทั่งผู้ว่าฯ กทม.   กล่าวว่า   คนเราเกิดมาก็ต้องมีบ้าน   แม้แต่คนไร้บ้านเองซึ่งมีภาระต้องพิสูจน์ความเป็นคนแก่คนอื่นและตัวเองมากที่สุด   ก็มักจะพูดว่าเขามีบ้าน   แต่ไม่อยากอยู่

อันที่จริงบ้าน—อยู่กันเป็นครอบครัวเดี่ยวหรือขยายก็ตาม—เป็นความปรกติสุขในตัวของมันเอง   หรือเพราะเราสถาปนาความปรกติสุขขึ้นจากการจัดระเบียบสังคมให้ทุกคนมีบ้านกันแน่   เช่น  รัฐควบคุมและให้บริการประชาชนได้โดยอาศัยบ้านเป็นฐานอย่างหนึ่ง  ความสัมพันธ์ทางสังคมหรือวัฒนธรรมของเราก็ต้องอาศัยบ้านเป็นฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน  และด้วยเหตุดังนั้น พอใครไม่มีบ้านขึ้นมา  เราจึงหงุดหงิดเพราะไม่รู้จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กับหมอนั่นอย่างไร

ถ้าย้อนกลับไปสมัยหิน ใครอุตริไปปลูกบ้านอยู่เองนอกถ้ำ คนอื่นในถ้ำก็คงหงุดหงิดเหมือนกัน จะป้องกันอันตรายของหมอนั่นอย่างไร จะระดมแรงงานกันสะดวกไหม ฯลฯ เป็นต้น

ฉะนั้น ผมจึงกล่าวว่า คนไร้บ้านในสังคมปัจจุบันมีภาระต้องพิสูจน์ความเป็นคนของตัวเองอย่างมาก เพราะเรามักเผลอให้ค่าความเป็นคนแก่บ้านเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของสรีระร่างกายมนุษย์ ใครไม่มีบ้านจึงสิ้นความเป็นมนุษย์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปมักมีสติเตือนตัวเองได้ในเวลาเดียวกันว่า เอ้อ คนไร้บ้านก็คนเหมือนกัน ถึงแม้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยก็ตาม

มีแต่คนไร้สติบางคนเท่านั้น ที่มองคนไร้บ้านเหมือนหมาจรจัด

แม้ว่าคนทั่วไปไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนไร้บ้าน แต่คุณบุญเลิศ วิเศษปรีชา กลับอยากรู้เรื่องของคนไร้บ้านอย่างละเอียด เธอจึงเข้าไปร่วมเป็นคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ได้รู้จักสนิทสนมกับคนไร้บ้านหลายคนหลายกลุ่ม แล้วเอาข้อมูลมาเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโท

คุณบุญเลิศได้กรุณามอบวิทยานิพนธ์นั้นแก่ผมเล่มหนึ่ง ตั้งแต่ก่อนหน้าความพยายามของรัฐที่จะกวาดคนไร้บ้านลงถังขยะเพื่อต้อนรับผู้นำเอเปค[1]

และความคิดความเข้าใจของผมเกี่ยวกับคนไร้บ้าน ซึ่งจะพูดถึงในที่นี้ย่อมเกิดขึ้นได้เพราะงานของคุณบุญเลิศ แต่เธอไม่ควรรับผิดชอบกับข้อสรุปของผมเพราะผมคิดของผมเองคนเดียว

ส่วนใหญ่ของคนไร้บ้านนั้นเกิดขึ้นเพราะความเจ็บป่วยของสังคม เขาเป็นเพียงเหยื่อเท่านั้น

จริงอย่างที่พวกเขาเองพูดเสมอก็คือ เขาเคยเป็นคนมีบ้านมาก่อน แต่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้านไปก็เพราะมีสาเหตุ และสาเหตุเหล่านั้นเมื่อคิดดูให้ดีแล้ว ล้วนไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดของเขาเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดขึ้นจากความเสื่อมโทรมของสังคมเอง

จำนวนไม่น้อยไร้ญาติขาดมิตร ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่มีญาติหรือไม่มีมิตรเลย แต่มีญาติก็เหมือนไม่มีญาติ เพราะเขาตั้งข้อรังเกียจที่ไปอาศัยเขาอยู่ รู้สึกคับใจจนสุดจะทนทาน บางรายญาติที่ทำให้คับใจก็ไม่ใช่ใครอื่น หากเป็นลูกในไส้ของตัวเอง จะพึ่งพามิตรไปไม่มีที่สิ้นสุดก็ไม่ได้

บางคนออกมาเร่ร่อนตั้งแต่ยังเด็กเพราะอยู่บ้านไม่ได้ เนื่องจากถูกพ่อ-แม่ทารุณ ไม่เฉพาะแต่พ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยงเท่านั้น บางครั้งพ่อตัวแม่ตัวนี่แหละที่ผลักไสให้เด็กหนีออกจากบ้าน

อีกหลายคนคือเกษตรกรล้มละลาย สูญเสียปัจจัยการผลิตทั้งที่เป็นสมบัติส่วนตัวเช่นที่ดิน หรือเป็นสมบัติสาธารณะที่เคยได้พึ่งพา เช่น หนองน้ำ ป่า แม่น้ำ หรือสัตว์ป่าและพืชป่า

คนเหล่านี้คือเหยื่อของการพังทลายของความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเดิมหรือการพังทลายของวัฒนธรรมนั่นเอง บวกเข้าไปกับการพังทลายทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย จะอยู่บ้านต่อไปไม่ได้ เพราะไม่มีกำลังจะปรับเปลี่ยนตัวเองเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์แบบใหม่ หรือพูดให้สั้นคือวัฒนธรรมแบบใหม่ ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย

ผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้หนีสงครามหรือความอดอยากยากแค้นที่เรียกกันว่าลี้ภัยทางเศรษฐกิจ แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นผู้ลี้ภัยทางวัฒนธรรม จะนับเป็นผู้อพยพภายในกลุ่มหนึ่งก็ได้ (IDP – Internal Displaced Persons) อันที่จริงทั่วโลกเวลานี้มี IDP จำนวนมาก เพียงแต่สหประชาชาติไม่รวมเอาผู้ลี้ภัยทางวัฒนธรรมเข้าไปในกลุ่มนี้เท่านั้น หากรวมเข้าไปด้วยก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนของ IDP ขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว เพราะมีในทุกประเทศ รวมทั้งประเทศพัฒนาแล้วด้วย

คนไร้บ้านจึงเป็นคนมีบ้าน แต่เป็นบ้านที่กลับไปไม่ได้

เมื่อกลายเป็นคนไร้บ้าน เขาก็ร่วมกันสร้างระบบความสัมพันธ์ทางสังคมขึ้นใหม่ ทั้งสัมพันธ์กันเองและสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมโลกกับเขา

นั่นก็คือเกิดวัฒนธรรมของคนไร้บ้านซึ่งคุณบุญเลิศได้ศึกษาไว้นั่นเอง

ในวัฒนธรรมนี้ มีทัศนคติต่อโลกและชีวิตอีกอย่างหนึ่ง สร้างกันขึ้นมาเพื่อผดุงรักษาความนับถือตนเองของคนไร้บ้าน เช่น เขาแบ่งประเภทของคนไร้บ้านออกเป็นหลายชั้น จนถึงชั้นต่ำสุดซึ่งเขาเรียกว่า “ผี” (แต่งกายรุ่งริ่ง, เนื้อตัวสกปรก, คุ้ยเขี่ยอาหารตามถังขยะบริโภค)

ในขณะที่ชั้นสูงคือคนที่มีเครื่องมือทำมาหากิน เช่น รถเข็น หรือมีทุนพอจะจ้างงานคนอื่นได้ เป็นต้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือในสังคมของคนไร้บ้าน มีบันไดทางสังคมให้ไต่เต้าเหมือนกัน

หลายคนในกลุ่มพวกเขาใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะกลับบ้าน ซึ่งหมายความว่าจะกลับเข้าสู่สังคมปรกติ—กลับไปหาบ้านเก่าของตัวหรือกลับไปสร้างครอบครัวที่มีที่อยู่อาศัยประจำแน่นอน

แต่การกลับไปสู่สังคมปรกติ หมายถึงการรับเอาค่านิยมของสังคมปรกติกลับมาด้วย ความฝันของหลายคนจึงเป็นการสะสมเงินก้อนหนึ่งพอที่จะแสดงให้คนในโลกเก่าของเขาเห็นว่า เขาเงยหน้าอ้าปากได้แล้ว

ทั้งในความเป็นจริงและในความฝัน คนไร้บ้านเลื่อนเข้า-ออกระหว่างโลกใหม่และโลกเก่าอยู่ตลอดเวลา หลายคนเรียกการเปลี่ยนมาเป็นคนไร้บ้านว่าออกมา “เที่ยว”… กิจกรรมที่ทำเป็นครั้งคราว ซึ่งจะลงเอยที่การกลับบ้าน… หลายคนกลับบ้านจริง แต่อีกหลายคนก็ “เที่ยว” ไปโดยไม่ได้กลับ (เพราะกลับไม่ได้หรือไม่อยากกลับก็ตาม)

ผมพูดถึงการสร้างวัฒนธรรมหรือระบบความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนของโลกคนไร้บ้านเหล่านี้ ก็เพราะต้องการจะบอกว่าเขาเป็นคน ไม่ใช่หมาจรจัดซึ่งสร้างวัฒน­ธรรมอย่างนี้ไม่ได้

ส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้มี “อาชีพ” หมายถึงกิจกรรมที่ทำแล้วมีกินหรือได้เงิน ที่ทำกันมากคือเก็บ “ของเก่า” ขาย ของเก่าหมายถึงสิ่งที่คนอื่นทิ้งเป็นขยะ เช่น กระป๋องน้ำอัดลม ถุงพลาสติก กระดาษ เป็นต้น นอกจากเอาไปขายต่อโดยตรงแล้ว บางครั้งก็ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้แก่สินค้าของเขาด้วย เช่น เอาพลาสติกมาต่อกันด้วยกาวเป็นแผ่นๆ ไว้ขายแก่คนที่มาเที่ยวดูมหรสพกลางแจ้งไว้รองนั่ง บางคนลงทุนไปซื้อพลาสติกจากโรงงานมาตัดก็มี ซึ่งได้ราคาดีกว่า

คนไร้บ้านจึงประกอบอาชีพที่ช่วยจรรโลงเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมเอาไว้ด้วย ไม่ต่างจากผู้ใช้แรงงาน ขายสินค้า หรือรับจ้างเป็นนักการเมืองแต่อย่างใด มีอาชีพต่างๆ หลากหลาย ซึ่งเชื่อมต่อด้วยกันจนทำให้เศรษฐกิจและสังคมเดินไปได้

คนไร้บ้านบางคนอธิบายด้วยว่า การเก็บ “ของเก่า” ของพวกเขาก็คือการรีไซเคิลขยะของสังคมไทย ซึ่งจะลดประสิทธิภาพลงไปมากถ้าปราศจากคนอย่างพวกเขา คำอธิบายอย่างนี้ทำในทุกอาชีพ คือให้คุณค่าเชิงสังคมแก่อาชีพตัวเอง

ผมไม่ได้หมายความว่า คนไร้บ้านไม่ได้สร้างปัญหาแก่สังคมเลย

ก็เหมือนกลุ่มคนประเภทอื่นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นช่างตัดผมหรือนายธนาคาร ก็ล้วนมีบางคนสร้างปัญหาให้สังคมทั้งนั้น

คนไร้บ้านบางคนหาเงินด้วยการต้มตุ๋น เช่น เอา “ของเก่า” ที่ไม่มีค่าไปตกแต่งให้มีราคาขึ้นมา แล้วหลอกขายคนอื่น จนถึงแอบหยิบฉวยของคนอื่นไปขาย ติดยา และด้วยเหตุดังนั้นจึงค้ายารายย่อยไปด้วย

ผมไม่ทราบว่าคนที่สร้างปัญหาเหล่านี้เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของคนไร้บ้าน แต่ที่แน่นอนก็คือมีคนไร้บ้านซึ่งไม่ได้ก่ออาชญากรรมอยู่มาก ผมสงสัยว่าจะมากกว่าคนที่ก่ออาชญากรรมด้วย เพราะเขาพอจะอยู่ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่ออาชญากรรม

สรุปก็คือ จำนวนของคนไร้บ้านในเมืองใหญ่ๆ นั้นหากินอยู่กับความเป็นเมืองนั่นเอง ถ้าจับเขาไปอยู่นอกเมือง เขาก็อยู่ไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็อาจจำเป็นต้องหันเข้าหาอาชญากรรมจริงๆ

ตัวเขาเองเป็นปลายเหตุของปัญหาที่สลับซับซ้อน การกวาดล้างเพียงเพื่อจะอวดแขกบ้านแขกเมืองไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เพราะในที่สุดก็จะมีคนไร้บ้านกลับเข้ามาอีก เหมือนเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของสังคมแบบที่สภาพัฒน์ฯ สร้างขึ้น

ทางออกเฉพาะหน้าก็คือ ทำอย่างไรคนมีบ้านกับคนไร้บ้านจะอยู่ร่วมเมืองกันได้ มากกว่าทำให้เมืองปราศจากคนไร้บ้านซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จได้ง่ายๆ

อันที่จริง คนไร้บ้านเป็นสัญญาณของความล้มเหลวของสังคมก็จริงอยู่ แต่การที่เขายังอยู่ได้ ไม่อดตายหรือไม่ถูกฆ่าทิ้งหมด ก็แสดงความเข้มแข็งของสังคมไปพร้อมกัน

เพราะสังคมอ่อนแอนั้นเลี้ยงอนาคาริกไม่ได้หรอกครับ

 

นิธิ เอียวศรีวงศ์

 


 

คำนำผู้เขียน

“นี่บุญเลิศ ใช่มั้ย…” พี่ศรี (ชื่อสมมติ) พูดออกมา พร้อมเพ่งตามองหน้าผมอย่างไม่ค่อยแน่ใจ ก่อนจะออกปากต่อมาว่า “ใช่ๆ บุญเลิศ จริงๆ ด้วย”

พี่ศรี เป็นคนไร้บ้านที่ผมสนิทด้วยมากที่สุดคนหนึ่ง ช่วงที่ผมเก็บข้อมูลเพื่อเขียนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา ที่สนามหลวง ระหว่างปี 2544-2546 วันหนึ่งในกลางเดือนตุลาคม 2559 ผมมาเดินที่สนามหลวง ช่วงที่ผู้คนมากมายหลั่งใหลกันมาทั่วทุกสารทิศเพื่อแสดงความไว้อาลัยแด่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผมตั้งใจมาเดินสนามหลวง เผื่อว่าจะพบคนไร้บ้านที่ผมเคยรู้จักบ้าง เพราะคนไร้บ้านมักจะมางานเช่นนี้ งานที่มีแจกอาหารฟรี ส่วนคนอื่นๆ อย่างพี่ศรี ที่ไม่ได้สนใจเรื่องอาหารฟรีมากนัก ก็อาจมาที่นี่เพื่อมาขายพลาสติกปูนั่ง

“นี่บุญเลิศ เรียนจบปริญญาโท แล้วสินะ… เฮ้ย ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าจบปริญญาเอกสินะ นี่เราไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี” พี่ศรีพูดรำพึงรำพันต่อไปว่า ผมกับแกไม่ได้เจอกันหลายปี อะไรต่อมิอะไร ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก แกพูดถึงผัวแกที่เลิกกันนานแล้วไปได้เมียใหม่ ส่วนแกก็ยังกัดฟัน ขายพลาสติกปูนั่ง หาเงินจ่ายค่าเช่าห้องเอง แกไม่ได้เป็นคนไร้บ้าน ไม่ได้เป็น “ผี” เที่ยวตระเวนหากินฟรีรับแจกข้าวเหมือนคนอื่นๆ ส่วนลูกชายแกที่สนิทกับผมสมัยยังตัวเล็ก เดี๋ยวนี้ก็เป็นวัยยรุ่นเต็มตัว ไม่ได้เรียน ไม่ได้ตามแม่ แล้วก็หากินอยู่แถววงเวียนใหญ่

จากนั้นพี่ศรีก็วกมาถามผม “บุญเลิศล่ะ เป็นยังไงบ้าง ตอนนี้สบายแล้วสิ เรียนจบดอกเตอร์แล้ว ทำงานสบาย เงินเดือนเท่าไหร่แล้วล่ะ เป็นหมื่นมั้ย” พี่ศรีถาม แต่ยังไม่ทันที่ผมได้ตอบ แกก็พูดของแกคนเดียวต่อไป “โอ๊ยไม่ใช่สิ อย่างบุญเลิศ จบดอกเตอร์แล้ว เงินเดือนต้องไม่ใช่หมื่นเดียวแล้ว ต้องมากกว่าหมื่นสิ ใช่มั้ย โอ้โฮ สบายเลยนะ บุญเลิศ ไม่ต้องตากแดดเดินขายกระดาษ เหมือนพี่”

คำทักทายเชิงรำพึงรำพันข้างต้นของพี่ศรี บ่งบอกอะไรหลายอย่างที่ผม ในฐานะผู้ศึกษาและผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ขอถือโอกาสหยิบยกบางประเด็นมาสนทนาและบอกกล่าวกับผู้อ่านที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ในการพิมพ์ครั้งที่สาม อย่างแรก ก็คือ เรื่องเล่าต่างๆ ใน “โลกของคนไร้บ้าน” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2544-2546 หากจะอ่านหนังสือเล่มนี้ในทศวรรษ 2560 ก็ต้องตระหนักว่า ข้อเท็จจริงๆ บางอย่าง เปลี่ยนไปมากแล้ว ดังที่เห็นชัดๆ ว่า พลาสติกปูนั่งเคยขายแผ่นละ 10 บาทก็ขึ้นเป็น 20 บาทแล้ว การไล่จับคนไร้บ้านโดยเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ ก็ไม่ใคร่จะเห็นแล้ว พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของบ้านพักชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้าน ทั้งโดยองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น ศูนย์คนไร้บ้าน โดยมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และองค์กรของรัฐ เช่น บ้านอิ่มใจและบ้านอุ่นใจ ของกรุงเทพมหานคร บ้านมิตรไมตรี โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ในช่วงปี 2544-2546 นั้น สังคมไทยรู้จักคนไร้บ้านน้อยมาก คนที่นอนในที่สาธารณะมักถูกเรียกขานว่า “คนเร่ร่อน คนจรจัด” พร้อมกับภาพประทับตราตายตัวเชิงลบว่า พวกเขาเป็นคนที่น่ากลัว น่าหวาดระแวง สกปรกและน่ารังเกียจ คนไม่น้อยมีความไม่มั่นใจว่า ถ้าคนอย่าง “พวกเราๆ” ไปพูดคุยกับ “พวกเขา” แล้ว พวกเขาจะคุยด้วยหรือไม่ ดังนั้น งานของผู้เขียนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วจึงเป็น “การเปิดพรมแดน โลกของคนไร้บ้าน” ดังชื่อเต็มเมื่อครั้งยังเป็นวิทยานิพนธ์ กล่าวคือ เป็นการเผยเรื่องราววิถีชีวิตที่สังคมทั่วไปไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเข้าใจว่า พวกเขาเป็นใครมาจากไหน จึงมาใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน แล้วชีวิตข้างถนนนั้นกินอยู่กันอย่างไร หากกล่าวให้เป็นภาษาวิชาการ ก็คือ ความพยายามตอบคำถามสามข้อว่า อะไรคือปัจจัยที่ผลักให้พวกเขามาเป็นคนไร้บ้าน พวกเขาใช้ชีวิตรอดบนท้องถนนอย่างไรโดยไม่ต้องเป็นมิจฉาชีพหรือประกอบอาชญากรรม รวมถึงมีความรู้สึกนึกคิดกันอย่างอย่างไร และเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถหลุดพ้นจากภาวะไร้บ้าน

แต่หากจะพูดในภาษาที่เข้าใจง่ายๆ เรื่องเล่าใน “โลกของคนไร้บ้าน” เป็นความพยายามที่จะฉายภาพความเป็นมนุษย์ให้ผู้อ่านได้รู้จักว่า “พวกเขา” มีความเป็นมนุษย์เหมือน “พวกเรา” พวกเขาหัวร่อเป็น สนุกสนานเป็น ไม่ได้มีชีวิตที่มีแต่ความรันทดหดหู่ พวกเขาขบคิดกับการหาอยู่หากินบนท้องถนนในแบบที่คนนอกกลุ่มพวกเขาไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการไปรับแจกข้าวสารมาขาย ไปกินอาหารตามงานเลี้ยง ไปหาพลาสติกมาปูขาย หรือจะทำตัวเองให้ดูดีและบอกกับตัวเองอย่างไรว่า ชีวิตของตัวเองก็ไม่ได้แย่เลวร้าย ดังสะท้อนผ่านศัพท์เฉพาะในหมู่พวกเขา เช่น พวก “เดินชนตังค์” พวก “ผีทำเสีย” รวมถึงการสะท้อนความรู้สึกของพวกเขาว่า ทำไมพวกเขาจึงไม่อยากกลับไปหาญาติพี่น้อง เรื่องเล่าเหล่านี้ประกอบกันเข้าเพื่อหวังว่า สังคมและผู้อ่านจะเข้าใจพวกเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกับพวกเรา นี่คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะสื่อสารตั้งแต่ปี 2546

อย่างไรก็ดี ด้วยเวลาที่ผ่านมาสิบกว่าปี มองในแง่ดี ผมเข้าใจว่า สังคมมองภาพคนไร้บ้านต่างไปจากเดิมไม่น้อย แม้ภาพเชิงลบจะมีเห็นเป็นข่าวบ้างก็ตาม แต่น้ำเสียงในการพูดถึงคนไร้บ้านที่ปรากฏผ่านสื่อในเชิงเห็นอกเห็นใจมีมากขึ้น มีจิตอาสาทำกิจกรรมร่วมกับคนไร้บ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับการมีตัวตนของคนไร้บ้านอย่างมีนัยสำคัญ ทางด้านหน่วยงานรัฐ อย่างกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กรุงเทพมหานคร และเทศบาลตามหัวเมืองต่างๆ ก็เปลี่ยนท่าที จะมาไล่จับ ใช้เท้าเขี่ย ปลุกคนนอนแบบเมื่อก่อนไม่ได้ และเปิดโอกาสให้ตัวแทนกลุ่มคนไร้บ้านที่มีการรวมตัวกันได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาถึงนโยบายที่มีผลกระทบต่อพวกเขามากขึ้น แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม ด้านองค์กรพัฒนาเอกชน จากเดิมมีแค่ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ที่เริ่มทำงานกับคนไร้บ้าน ปัจจุบันก็มีหลายองค์กรมากขึ้น พร้อมกับเรื่องราวของคนไร้­บ้านที่ปรากฏทางสื่อบ่อยและหลากหลายประเด็นมากขึ้น ในแวดวงวิชาการไทย ก็มีงานศึกษาและงานเขียนเกี่ยวกับคนไร้บ้านมากขึ้น ทั้งในสาขาสังคมสงเคราะห์ที่ศึกษาสถานสงเคราะห์ (ธนากร 2553) ในสาขาสังคมวิทยา ที่ศึกษาอดีตคนไร้บ้าน ที่เปลี่ยนผ่านไปสู่การมี “บ้าน” ใหม่ (ญาณิกา 2559) จนถึงงานเขียนสะท้อนชีวิตและประสบการณ์ของคนไร้บ้านจากผู้เขียนที่ทำงานวิจัยกับคนไร้บ้านและองค์กรพัฒนาเอกชน (อัจฉรา 2559) และสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ (รุสนี 2556)

ในแง่นี้ หากจะอ่านหนังสือโลกของคนไร้บ้านในปัจจุบัน จำเป็นต้องตระหนักถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเรื่องเล่าต่างๆ ในหนังสือ แต่มิได้หมายความว่า หนังสือเล่มนี้จะตกยุคสมัย แม้รายละเอียดจะเปลี่ยนไป แต่โดยภาพรวมหนังสือเล่มนี้ยังให้ภาพชีวิตของคนไร้บ้านที่ยังดำรงอยู่ ผู้เขียนมีความยินดีที่ได้ทราบว่า หนังสือเล่มนี้ ถูกนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนในหลายสาขาข้ามพ้นพรมแดนของสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมสงเคราะห์­ศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาไทย โดยเฉพาะบรรดาวิชาที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวิธีวิจัย อาจจะด้วยเพราะในแวดวงวิชาการไทย ไม่ใคร่จะมีงานที่ใช้แนวทางการศึกษาแบบที่เรียกว่า การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม (participant observation) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้วิธีการศึกษานี้ในสนามที่ผู้คนมีวิถีชีวิตแตกต่างกับตัวนักวิจัยอย่างมาก ซึ่งเรียกร้องการปรับเปลี่ยนตัวเองสูง นั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ถูกอ่านอย่างกว้างขวางและไม่ตกสมัย ผู้เขียนขอพักประเด็นนี้ไว้ก่อนและจะขอวกกลับมาในตอนท้าย

อีกเรื่องที่พี่ศรีคุยกับผู้เขียน และกระแทกความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ในใจผมตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในฐานะคนทำวิทยานิพนธ์และเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า วิทยานิพนธ์และหนังสือเล่มนี้จะมีส่วนช่วยคนไร้บ้านให้มีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร อันที่จริง ผมคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนยังเขียนวิทยานิพนธ์ไม่เสร็จด้วยซ้ำ นักมานุษยวิทยารุ่นใหญ่ท่านหนึ่งช่วยชี้แนะผมว่า นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด ที่คิดว่า นักมานุษยวิทยาจะไปช่วยอะไรคนเขาได้ นักมานุษยวิทยาไม่ได้ใหญ่โตมีอำนาจอะไร สิ่งที่นักมานุษยวิทยาทำได้ก็คือ เปิดพื้นที่ให้พวกเขา ให้คนไร้บ้านได้มีตัวตนในสังคม ให้คนได้รับฟังเขา คำแนะนำของนักมานุษยวิทยาท่านนี้ ช่วยลดความกังวลใจไปได้มากทีเดียว

แต่ช่วงหลายปีมานี้ ความไม่สบายใจเรื่องนี้กลับมาอีกครั้ง เมื่อรับรู้ว่าคนไร้บ้านอีกไม่น้อยมีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ อย่างพี่ศรียังคงขายกระดาษต่อไป แม้จะมีชีวิตที่ดีขึ้นแต่ก็ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบ มากกว่านั้น คนที่คุ้นเคยหลายคนจบชีวิตที่ข้างถนน ไม่ว่าจะเป็น พี่ศักดิ์ ที่มักจะไปเอาข้าวจากกุฎิในวัดบวรฯ มาแบ่งให้กิน พี่วิทย์กับเมียคนเก็บของเก่าที่คอยห่วงใยผู้เขียนว่าจะตกเป็นเหยื่อของคนไร้บ้านคนอื่นก็ตายไปแล้ว ส่วนลูกเล็กๆ ของพวกเขาก็กระจัดกระจายกันไป ลุงจิตรที่คุยกับผู้เขียน นับแต่วันแรกๆ ที่ลงสนาม ก็จบชีวิตแล้ว ดีหน่อยที่ตายขณะพักอยู่ที่ศูนย์คนไร้บ้าน ไม่ใช่ข้างถนน ผู้เขียนนึกถึงคำแนะนำของนักมานุษยวิทยาท่านเดิม แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า สิ่งที่ผู้เขียนได้รับจากงานชิ้นนี้ ช่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ทั้งความก้าวหน้าในการศึกษาและการงาน แต่สิ่งที่คนไร้บ้าน “ผู้ถูกศึกษา” ได้รับนั้นช่างเป็นนามธรรมมาก คือ “การมีพื้นที่ มีตัวตน” ผู้เขียนมักถามตัวเองอยู่บ่อยๆ สิ่งที่คนไร้บ้านจะได้รับประโยชน์จากงานวิชาการจะมีรูปธรรมมากกว่า “การมีพื้นที่ มีตัวตน” หรือไม่

ถึงจุดนี้ ผู้เขียนเห็นว่า แม้งานศึกษาเกี่ยวกับคนไร้บ้านจะมีมากขึ้น นับแต่ โลกของคนไร้บ้าน ได้ปรากฏตัวขึ้น แต่งานศึกษาหลังจากนั้น ก็ไม่ใคร่จะตอบคำถามที่จะช่วยทำความเข้าใจคนไร้บ้าน คืบหน้าไปกว่าเดิมมากนัก โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ความต้องการของคนไร้บ้าน (ที่แม้จะมีความหลากหลาย) คืออะไร หากจะมีคนที่มีเจตนาดีที่จะช่วยเหลือคนไร้บ้าน อะไรคือสิ่งที่ควรจะทำ คำถามเหล่านี้เป็นประเด็นที่หนังสือเล่มนี้ยังไม่ได้แตะ และงานวิจัยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็ยังก้าวไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคิดว่า วิธีการวิจัยแบบการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม มีจุดแข็งที่จะทำความเข้าใจวิธีคิดของ “คนอื่น” เข้าใจมุมมองของ “พวกเขา” คงจะเป็นการดีไม่น้อย หาก จะมีนักวิจัยที่จะใช้ การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม ผนวกกับวิธีอื่นๆ เพื่อค้นคว้าว่า จะมีแนวทางการสนับสนุนคนไร้บ้าน ที่สอดคล้องกับความต้องการของพวกเขามากที่สุดได้อย่างไร เพื่อที่จะให้งานศึกษาวิจัยเกิดมรรคผลแก่คนที่เป็นเพื่อนมิตรของเราในสนามของการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง

ผู้เขียนจะมีความยินดีไม่น้อย หากจะมีนักวิจัย นักวิชาการท่านอื่นๆ ได้ผลักให้ประเด็นการเข้าใจคนไร้บ้านขยับคืบหน้าไปกว่าการเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวพวกเขา ซึ่งกล่าวมากแล้วในงานชิ้นนี้ ไปสู่มิติอื่นๆ ที่ยังขาดอยู่ในงานของผู้เขียน โดยวางอยู่บนการศึกษาภาคสนามที่เข้มข้น

ท้ายที่สุด ผู้เขียนขอขอบคุณหลายๆท่าน ที่มีส่วนสนับสนุนช่วยเหลือผู้เขียน ตั้งแต่ รศ. ดร. ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ นักมานุษยวิทยาอาวุโส ที่ให้ความกรุณาเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์และสนับสนุนผู้เขียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาจารย์ปฐมฤกษ์ เกตุทัต ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ที่มีใจแก่คนไร้บ้านอย่างน่านับถือ ผศ.ดร. นลินี ตันฑุ­วนิตย์ ผู้ให้การสนับสนุนนผู้เขียนมากกว่าการเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์หลายเท่านัก อ. ดร. ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล อดีตผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่กรุณาเป็นกรรมการและตัดสินใจพิมพ์วิทยานิพนธ์ของผู้เขียนทันที่ที่ได้อ่านจบ รศ. ดร. ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ ผู้ทำให้ผู้เขียนมั่นใจว่า วิธีการศึกษาแบบมานุษยวิทยามีจุดแข็งโดยไม่ต้องหวั่นไหวกับกระแส รศ. อภิญญา เวชชยชัย อดีตคณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์ ที่กรุณาแนะนำให้ผู้เขียนได้รับทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มีอาจารย์เป็นร่มใหญ่ของโครงการ และพร้อมให้คำแนะนำติชมแก่ผู้เขียนดังกัลยาณมิตร ขอขอบคุณ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ชายคาที่ข้าพเจ้าเคยอยู่อาศัยจนเติบโตและก็ยังอาศัยพักพิงอยู่เสมอ ขอขอบคุณคณะกรรมการรางวัล ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ปี 2550 ที่มี ศ. ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ เป็นประธาน ที่ได้มอบรางวัลอันทรงเกียรติให้กับหนังสือเล่มนี้ และขอขอบคุณ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกครั้ง หลังจากขาดตลาดมาหลายปี

ท้ายที่สุด ขอขอบคุณอย่างสุดจิตสุดใจต่อพี่ๆ น้องๆ ลุง ป้า ตลอดจนเด็กๆ ใน โลกของคนไร้บ้าน ชื่อจริงของท่านไม่ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แต่ผมจดจำถึงน้ำจิตน้ำใจ ความห่วงใย และความรู้สึกหลายๆ รสชาติ ของทุกคนเสมอ

บุญเลิศ วิเศษปรีชา

รังสิต ปลายปี 2559

 

โพสต์โดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เมื่อ | หมวดหมู่ B2560, หนังสือเล่ม