วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

ร่วมให้กำลังใจ “นายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน” กรณีถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี”

April 21st, 2008

—————————–

ลงชื่อให้กำลังใจได้ที่นี่

—————————–

ร่วมให้กำลังใจ “นายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน”
กรณีถูกตั้งข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี”

สืบเนื่องจากกรณีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน ได้ถูกนายนวมินทร์ วิทยากุล ทำร้ายร่างกายและแจ้งความว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”) เนื่องจากทั้งคู่ไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี” เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2550

จนเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2551 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่าทั้งสองมีความผิดฐาน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยนัดหมายให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาวันอังคารที่ 22 เมษายน 2551 เวลา 13.30 ณ สน.ปทุมวัน

พวกเราที่มีรายนามข้างล่างมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวดังต่อไปนี้

1. เราขอให้กำลังใจนายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อนในการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด
2. เราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาปิดกั้นการแสดงออกของปัจเจกบุคคล ประหนึ่งว่าคนเหล่านั้นเป็น อาชญากร ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
3. เราไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่มีความคิดเห็น/อุดมการณ์ทางการเมือง ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าความคิด/อุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะเราเชื่อว่า ความคิดเห็น/อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันไม่ใช่อาชญากรรม แต่เป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องรักษาไว้

ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม

…………………………….

 

Support Petition to “Chotisak and his friend”
On the case of being charged with Lese Majeste for expressing
freedom of expression by sitting down during “Royal Anthem”

This is relating to the incident which Mr. Chotisak Oonsoong and his friend was harassed and charge under the article 112 of the criminal code regarding lese majeste. The article says “anyone insults or expresses vengeance to the King, the Queen, the crown prince and princesses will be persecuted with three to fifteen years imprisonment”. This is after the express their freedom of expression by sitting during the “Royal Anthem”, which happened on 20 September 2007.
On 5 April 2008, the related police department informed them of being charged of the lese majeste law and appoints them to listen to the charge on Tuesday 22 April 2008 at 1.30 pm at Pathumwan Precinct.

We, the undersigned, would like to express regarding this case:

1. We fully support Mr. Chotisak and his friend to fight this case until the end.
2. We disagree with the use of lese majeste law to prohibit the individual’s freedom of expression, as if they are criminals as is happening now.
3. We disagree with the use of violence and harassment on those with different thoughts/ political ideologies, not matter what they think. The beauty of democracy is that people can have the rights to think differently, which should be respected and preserved.

Those do not stand are not criminals. Thinking differently is not a crime.

—————————–

ลงชื่อให้กำลังใจได้ที่นี่

—————————–

อ่านประกอบ : สัมภาษณ์ “โชติศักดิ์” ผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง (ประชาไท)

เรื่องการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ในโรงมหรสพ

April 21st, 2008

 โดย เจ้าน้อย

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสชวาเป็นครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2439 ได้ทรงเห็นการผลิตภาพยนตร์ที่ตำหนักเฮอริเคนเฮาส์ ณ เมืองสิงคโปร์ ซึ่งทรงบรรยายไว้ในจดหมายรายวันว่า

“เป็นรูปถ่ายติดๆ กันเป็นม้วนยาวๆ เอาเข้าไปในเครื่องไฟฟ้าหมุนไป แลเห็นเหมือนรูปนั้นกระดิกได้ ม้วนหนึ่งใช้รูปถึง 1,400 ท่า”
 
และในขณะที่ประทับอยู่ ณ เมืองสิงคโปร์ ทหารอังกฤษได้ใช้เพลง “God Save the Queen” เป็นเพลงบรรเลงในการรับเสด็จ จึงมีพระราชดำริแก่ครูดนตรีให้แต่งเพลงแตรวงรับเสด็จบ้าง และทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหารแต่งคำร้องเพื่อประกอบทำนองเพลงเป็นโคลง และให้นายปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurorsky) แต่งทำนองเพลงตามอย่างเพลง “God Save the Queen” ซึ่งภายหลังก็คือเพลงสรรเสริญพระบารมีนั่นเอง (เรื่อง นายชูรอฟสกี้ เป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมีหรือไม่นั้น ยังแบ่งความเห็นออกเป็นสองฝ่ายโดยดูได้จากความเห็นของ ดร.สุพจน์ที่โต้แย้งว่า ชูรอฟสกี้ ไม่ใช่ผู้แต่ง จากบทความเรื่อง “เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติไทย” และ ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้เสนอว่า ชูรอฟสกี้ เป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญฯ ดูได้ที่หนังสือ “99 ปีเพลงสรรเสริญพระบารมี”)
 
ภายหลังเมื่อมีภาพยนตร์เข้ามาฉายในสยาม ซึ่งมีแตรวงบรรเลงประกอบ และยังได้มีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อถวายความเคารพพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เมื่อภาพยนตร์ฉายจบ ธรรมเนียมการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ น่าจะมีมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 เมื่อเริ่มมีการตั้งโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะที่โรงหนังญี่ปุ่นหลวง ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกในสยาม และเป็นโรงภาพยนตร์แห่งแรกที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราแผ่นดิน
 
อาจเชื่อได้ว่าธรรมเนียมปฏิบัตินี้ได้แบบอย่างมาจากเมืองสิงคโปร์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งจะทำการฉายพระบรมรูปพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ และบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เมื่อจบการฉายภาพยนตร์ โดยให้ผู้ชมยืนถวายความเคารพต่อเจ้ากรุงอังกฤษ
 
การให้วงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อจบการฉายภาพยนตร์นั้น ในสมัยแรกได้ปฏิบัติกันเป็นธรรมเนียมไปทั่วทุกโรงภาพยนตร์ในสยาม โดยมิได้มีกฎหมายบังคับแต่อย่างใด
 
จนมาถึงในรัชกาลที่ 6 ช่วงต้นรัชกาล การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ยังมีการบรรเลงหลังจากฉายภาพยนตร์จบดังแบบแผ่นดินที่แล้วอยู่ ตามที่ปรากฏในบทความของ หนังสือพิมพ์รายวันชื่อ บางกอกไตมส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับสำคัญของสยามในสมัยรัชกาลที่ 5, 6 และ 7

ในบทความที่ชื่อ OUR CINEMA. (ลงพิมพ์ในฉบับวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2465) ในส่วนท้ายของบทความได้มีการกล่าวถึงเรื่องการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อจบการฉายภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
 
“แต่แล้วก็มีคำประกาศปรากฏบนจอความว่า ‘ตอนต่อไปของหนังระทึกขวัญเรื่องนี้จะฉายพรุ่งนี้’ แม้จะขัดกับสิ่งไรที่สมควรแห่งเจตนาสำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่พวกเราก็ทะลักกันออกจากโรงหนังทางช่องประตูเล็กๆ ช่องเดียว อันเป็นกับดักแห่งมฤตยูแท้ๆ หากเกิดอัคคีภัยขึ้น ทั้งนี้เพื่อออกมาสู่บรรยากาศเย็นลมยามดึก” (วารสารหนังไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 กรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2544)
 
จากบทความนี้ทำให้เราเห็นว่าในช่วงปี พ.ศ. 2465 นั้น การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็ยังบรรเลงกันหลังจากฉายภาพยนตร์จบ แต่ที่สำคัญผมถูกใจในความตรงไปตรงมาของนักข่าวผู้เขียนบทความนี้ ก็ตรงที่เขาบอกว่า “แม้จะขัดกับสิ่งไรที่สมควรแห่งเจตนาสำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่พวกเราก็ทะลักกันออกจากโรงหนัง” นั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ในสมัยนั้น ก็ไม่มีใครอยากที่จะมัวมานั่งสรรเสริญพระบารมีกัน ต่างคนก็ต่างที่จะรีบกลับบ้านกันทั้งนั้น
 
อาจจะเป็นตรงนี้เองที่ต่อมารัชกาลที่ 6 จึงได้มีคำสั่งว่า ก่อนที่จะเล่นมหรสพทุกครั้งให้มีการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ  แรกๆ ก็เป็นพวกการแสดงลิเก ต่อมาก็รวมไปถึงการแสดงละครต่างๆ จนสุดท้ายก็รวมถึงในโรงภาพยนตร์ด้วย  หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 อะไรหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนแปลงไป เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นการสรรเสริญ ยกยอปอปั้นเจ้าก็ลดน้อยถอยลงไปเช่นกัน  ในสมัยนั้นจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยกเลิกการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ ในโรงมหรสพไปทีหนึ่ง โดยให้มายืนเคารพ “ท่านผู้นำ” แทน เพื่อต้องการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมและเทิดทูนผู้นำ จึงให้มีการเปิดเพลงให้ประชาชนเคารพตนเองในฐานะผู้นำประเทศ
 
ในปี พ.ศ. 2478 ได้มีระเบียบออกมาว่าด้วยเรื่องให้ยืนตรงทำความเคารพเมื่อได้ยินเพลงชาติและเพลงสรรเสริญฯ โดยที่ยังไม่มีการกำหนดโทษ แล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 จึงได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมแห่งชาติ 2485 ซึ่งได้กำหนดใน มาตรา 6 ว่า
 
“บุคคลทุกคนจักต้องเคารพตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณี คือ (๑) เคารพธงชาติ(๓) เคารพเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงเคารพอื่นๆ ซึ่งบรรเลงในงานตามทางราชการ ในงานสังคม หรือในโรงมหรสพ”

ต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อการรัฐประหาร เพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจ จึงได้เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอ่อนแอลงมากหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และได้เปลี่ยนแปลงการเปิดเพลงเคารพผู้นำในการมหรสพต่างๆ ให้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อถวายความเคารพต่อกษัตริย์แทนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 
ในระยะแรกนั้นจะเป็นการเปิดเพลงเพลงสรรเสริญฯ หลังจากที่มีการฉายภาพยนตร์จบแล้ว ต่อมาถึงได้มาเปลี่ยนเป็นเปิดเพลงเพลงสรรเสริญฯ ก่อนที่หนังจะฉายเมื่อไม่ถึง 17-18 ปีมานี้เอง
 
โดยที่เพลงสรรเสริญฯ ในสมัยแรกๆ ที่เปิดกันในโรงหนังนั้นด้วยเทคโนโลยียังไม่ดีนัก มีแค่เฟดอัปเฟดดาวน์เท่านั้น มีภาพขึ้นมาสองภาพ ตอนนั้นเป็นแบบภาพสีซีเปียก็คือเป็นภาพที่มีทั่วไปของในหลวงตั้งแต่สมัยทรงพระเยาว์จนมาถึงในเรื่องของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ต่างๆ

 

พัฒนาการของเพลงสรรเสริญฯ ในโรงภาพยนตร์ *


 
โรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ เพลงสรรเสริญฯ เวอร์ชั่นปัจจุบันใช้ชื่อชุด ‘นิทรรศการ’ เปิดมาเป็นคำถวายพระพร เป็นฉากเด็กยืนถวายพระพรหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ตัดเป็นภาพพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ทรงเยี่ยมพสกนิกรตามภาคต่างๆ ภาพที่พระองค์ท่านให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในเรื่องการเกษตรเช่นเรื่องฝนเทียม ตอนท้ายภาพพสกนิกรมากมายยืนไหว้ถวายพระพร ภาพจะตัดสลับระหว่างภาพในหลวงกับประชาชน ภาพในหลวงจากพื้นดินแห้งแล้ง เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ภาพในหลวง พื้นดินแห้งแล้ง มาเป็นภาพฝนตก
 
(เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จัดทำร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้เรียบเรียงดนตรี คือ บรูซ แกสตัน แห่งวงฟองน้ำ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2538 จัดทำบทเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อใช้ในโรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 4 เวอร์ชัน)
 
เอสเอฟ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2542 ได้เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ ทั้งหมดทั้งสิ้น 2 เวอร์ชัน ชุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด ‘หยาดฝน’ ที่เป็นเสียงดนตรีไทย ผู้เรียบเรียงดนตรีคือ บรูซ แกสตัน
 
เซ็นจูรี่ เครือใหม่ เปิดมาได้เพียง 2 เดือน เนื่องจากทางโรงภาพยนตร์ได้มองเห็นอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงในการเป่าแซ็กฯ เพลงสรรเสริญฯ ชุดที่ใช้อยู่จึงเป็นชุดที่มีเสียงแจ๊ซเป็นดนตรีหลัก และไม่มีเสียงร้อง เรื่องการดำเนินภาพจะเป็นกรอบรูปที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบันขึ้นมาทีละภาพ ซึ่งหนึ่งในรูปภาพเหล่านั้นมีภาพที่ในหลวงทรงกำลังเป่าแซ็กโซโฟนอยู่ด้วย เสียงเป่าแซ็กฯ โดยเศกพล อุ่นสำราญ หรือโก้ แซ็กแมน เรียบเรียงโดย ปราชญ์ มิวสิค
 
ลิโด้, สยาม, สกาล่า เป็นโรงหนังในเครือเดียวกันเปิดทำการมาไล่เลี่ยกัน โดยเปิดมาได้ประมาณ 40 ปีแล้ว เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ มาแค่เพียง 2 เวอร์ชันเท่านั้น ซึ่งเวอร์ชันล่าสุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด ‘จิ๊กซอว์’ ที่มีภาพออกมาพร้อมกับเพลงสรรเสริญฯ มีภาพในหลวงขึ้นมาเป็นภาพจิ๊กซอว์มาต่อกัน จะมีภาพพระองค์ท่านเสด็จไปสถานที่ต่างๆ แล้วภาพจะค่อยๆ เลื่อนมาเป็นจิ๊กซอว์รูปพระพักตร์ของในหลวง ผู้เรียบเรียงดนตรี บรูซ แกสตัน
 
โรงหนังเฮาส์ เพิ่งเปิดมาได้ปีครึ่ง เพลงสรรเสริญฯ ที่ใช้เป็นเวอร์ชั่นเดียวกับของโรงหนังลิโด้,สยาม และสกาล่า
 
สำหรับเครืออีจีวี ฟิล์มเพลงสรรเสริญฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำเป็นกราฟิก ในหลวงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในรูปแบบต่างๆ ภาพการขึ้นครองราชย์ ท้ายสุดเป็นภาพเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ เสียงร้องเพลงสรรเสริญฯ นี้มาจากบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย อาทิ เจริญ วรรธนะสิน, อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส, ดร.อ้อ-กฤติกา คงสมพงษ์ และดีเจพีเค ซึ่งจะร้องกันคนละท่อน แล้วมีเสียงประสานของ นักร้องอินดี้อย่าง แพม-ลลิตา ตะเวทิกุล เป็นแบ็กกราวนด์ 

หมายเหตุ
* ผู้เขียนเป็นผู้ตั้งชื่อใหม่ เพราะได้ตัดมาแต่ข้อความบางส่วนในบทความของคุณภัททิรา ชิงนวรรณ์ โดยที่ชื่อของบทความเต็มนั้นคือ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ เพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง” 

องค์กรตุลาการกับประชาธิปไตย

April 17th, 2008

รัฐใดที่ประกาศตนเป็นนิติรัฐ ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะยอมรับบทบาทขององค์กรตุลาการ ในฐานะเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่ให้เป็นไปตามอำเภอใจ การควบคุมฝ่ายบริหาร ก็ได้แก่ การควบคุมการความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง ในขณะที่การควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ได้แก่ การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา

องค์กรตุลาการในนิติรัฐสมัยใหม่จึงมีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแต่บทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ และการปกปักรักษาประชาธิปไตยอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทอันกว้างขวางขององค์กรตุลาการเช่นนี้ นำมาซึ่งความขัดแย้งกันเองกับคำว่าประชาธิปไตย กล่าวคือ ด้านหนึ่ง นิติรัฐ-ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ก็เรียกร้องให้องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และควบคุมไม่ให้เกิดการปกครองที่เสียงข้างมากใช้อำนาจไปตามอำเภอใจ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น เมื่อองค์กรตุลาการเข้าไปควบคุมการใช้อำนาจรัฐเข้า ก็เกิดการเผชิญหน้ากันกับองค์กรที่มีฐานความชอบธรรมทางการเมืองอย่างรัฐสภาและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในขณะที่องค์กรตุลาการปราศจากความชอบธรรมทางการเมืองเช่นว่า

ความขัดแย้งดังกล่าว จะมีวิธีการประสานกันอย่างไร?

แน่นอนที่สุด หากเราตัดอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตุลาการออกไป นิติรัฐนั้นก็กลายเป็นนิติรัฐที่ไม่สมประกอบ เพราะปราศจากซึ่งองค์กรที่เป็นกลางและอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่นกัน หากแก้ไขให้องค์กรตุลาการมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็คงไม่เหมาะสมเป็นแน่ เพราะ จะทำให้องค์กรตุลาการสูญสิ้นความอิสระไปเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการต้องคำนึงถึงคะแนนนิยมตลอดเวลา วิธีเหล่านี้จึงเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง

วิธีที่จะพอแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ได้ คือ การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรตุลาการและการดำรงตนขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย

ในรายละเอียด ผู้เขียนขอแบ่งเป็น ๖ ประการ ดังนี้

ประการแรก ความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ

โดยทั่วไป รัฐธรรมนูญในรัฐเสรีประชาธิปไตยต่างรับรองความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการเอาไว้ เช่น การจัดตั้งศาลต้องทำโดยกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา การจัดตั้งศาลเฉพาะเพื่อคดีใดคดีหนึ่งไม่อาจกระทำได้ การโยกย้ายผู้พิพาษาต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิพากษานั้นด้วย การแต่งตั้งและโยกย้ายตลอดจนการดำเนินการทางวินัยเป็นอำนาจของคณะกรรมการตุลาการ การบริหารงบประมาณของศาลเป็นไปอย่างอิสระ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของผู้พิพากษาสูงกว่าอาชีพอื่นๆ เป็นต้น

อาจสงสัยกันว่าความเป็นอิสระของผู้พิพากษานี้ปราศจากความรับผิดชอบใดๆเลยหรือ? แน่นอน ในระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่มีองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐใดที่ใช้อำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบขององค์กรตุลาการนั้นแตกต่างจากองค์กรนิติบัญญัติและบริหารซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองโดยแท้ กล่าวคือ องค์กรตุลาการไม่อาจถูกฝ่ายการเมืองแต่งตั้งโยกย้ายหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ และตำแหน่งผู้พิพากษาไม่ได้มาโดยการเลือกตั้งของประชาชน ตรงกันข้าม องค์กรตุลาการรับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยผ่านเหตุผลประกอบคำพิพากษานั่นเอง ด้วยการให้สังคมได้มีโอกาสวิจารณ์คำพิพากษาอย่างเต็มที่

บางครั้งอาจมีกรณีตอบโต้การใช้อำนาจระหว่างองค์กรนิติบัญญัติกับองค์กรตุลาการ หรือองค์กรบริหารกับองค์กรตุลาการ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติอาจตรากฎหมายที่มีผลเป็นการ “ลบ” หลักการที่คำพิพากษาของศาลได้วางบรรทัดฐานเอาไว้ หรือในฝรั่งเศส สมัยวิกฤติแอลจีเรีย ประธานาธิบดีเดอโกลล์และรัฐบาลเร่งผลักดันรัฐบัญญัติจัดตั้งศาลทหารพิเศษในดินแดนแอลจีเรียเป็นการเฉพาะ ภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้เพิกถอนรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารพิเศษเพียงไม่นาน (โปรดดูบทความของผู้เขียน, ฝ่ายการเมืองปะทะฝ่ายตุลาการ : ประสบการณ์จากฝรั่งเศส, เผยแพร่ครั้งแรกในประชาชาติธุรกิจ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ หรือดูได้ในhttp://www.onopen.com/2006/01/822)

ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวหรือการทุจริต ก็มีคณะกรรมการตุลาการเป็นผู้ดูแลและมีจริยธรรมวิชาชีพกำกับไว้ หรืออาจมีกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

ประการที่สอง ความเป็นกลางขององค์กรตุลาการและความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษา

องค์กรตุลาการต้องดำรงตนอย่างเป็นกลางและปราศจากอคติ ในกระบวนพิจารณาคดี ต้องให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีที่ผู้พิพากษามีส่วนได้เสียกับประเด็นแห่งคดีที่ตนจะพิจารณา ผู้พิพากษานั้นต้องถอนตัวออกจากการพิจารณาคดี ดังสุภาษิตในภาษาละตินที่ว่า “Nemo in propria causa judex” ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นกันว่าผู้พิพากษาทั้งหลายไม่ควรเข้าไป “เล่น” การเมืองด้วยการไปดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ไปร่างรัฐธรรมนูญ ไปร่างกฎหมาย หากเข้าไปแล้วก็ไม่ควรกลับมาเป็นผู้พิพากษาใหม่ เพราะในวันข้างหน้าเป็นไปได้ว่า อาจมีประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเคยเข้าไปเกี่ยวข้อง

ความเป็นกลางของผู้พิพากษาจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษา เหตุผลประกอบคำพิพากษาเกิดจากการพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมาย มิใช่นำรสนิยมทางการเมืองส่วนตัว ความเชื่อทางศาสนา ความนิยมชมชอบส่วนตัวเข้ามาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสิน คำพิพากษาต้องไม่เกิดจากการตั้งธงคำตอบไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงค่อยหาเหตุผลเพื่อนำไปสู่ธงคำตอบนั้น ความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษาย่อมทำให้บุคคลซึ่งแม้ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา เหตุผลของคำพิพากษา หรือผลของคำพิพากษา แต่บุคคลนั้นก็ยังคงยอมรับนับถือคำพิพากษาอยู่ดี

คำพิพากษาต้องผ่านการกลั่นกรองและพิจารณาอย่างลึกซึ้งของผู้พิพากษา โดยใช้เหตุผลทางกฎหมายประกอบ คำพิพากษาต้องสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมายและความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายไปพร้อมๆกัน ที่ว่าต้องสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมาย ก็เพื่อสร้างความสมเหตุสมผลทางกฎหมายและการเคารพกฎหมายตามแนวทางกฎหมายเป็นใหญ่ของหลักนิติรัฐ ส่วนที่ว่าต้องสนับสนุนความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมาย ก็เพื่อสร้างความเชื่อไว้วางใจต่อระบบกฎหมาย ความสม่ำเสมอต่อเนื่องของกฎเกณฑ์ และบุคคลสามารถคาดการณ์ได้ว่าการกระทำของตนและผู้อื่นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

บางกรณีทั้งสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจนทำให้การหาจุดสมดุลของสองเรื่องนี้เป็นไปโดยยากและอาจต้องเอียงไปในทางใดทางหนึ่งมากกว่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่ต้องใช้เหตุผลมาอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงตัดสินใจรักษาความชอบด้วยกฎหมายมากกว่า และมีวิธีการเยียวยาความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายอย่างไร หรือเหตุใดจึงตัดสินใจรักษาความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายมากกว่า และมีวิธีเยียวยาความชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ด้วยเหตุผลดังกล่าว คำพิพากษาที่ให้ใช้กฎหมายย้อนหลังอันเป็นผลร้ายแก่บุคคลโดยไม่ได้มีการอธิบายเหตุผลทางกฎหมายเพียงพอ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไร้มาตรฐานและไม่สมเหตุสมผล

 

ประการที่สาม ความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมต่อองค์กรตุลาการ

ความน่าเชื่อถือและความศรัทธาต่อศาล ทั้งในแง่ตัวองค์กรและตัวบุคคล หาได้เกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการ หมิ่น ศาลหรือละเมิดอำนาจศาล หรือการอ้างว่าผู้พิพากษาตัดสิน “ในพระปรมาภิไธย” ไม่ ตรงกันข้าม เกิดจากความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภาววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษา

คำพิพากษาจะมีคุณค่า นอกจากเพราะกฎหมายกำหนดให้คำพิพากษามีค่าบังคับแล้ว ยังต้องอาศัยความเชื่อถือของประชาชนประกอบด้วย จริงอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประชาชนทุกคนเห็นด้วยกับเนื้อหาของคำพิพากษาทั้งหมด แต่อย่างน้อยวิญญูชนพิจารณาดูแล้ว ก็ต้องยอมรับในเหตุผลที่ประกอบคำพิพากษานั้น และเห็นว่าคำพิพากษานั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน

การสร้างความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมต่อผู้พิพากษา ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องทำตนเป็นที่นิยมของประชาชน ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องยอมกระทำการที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและสามัญสำนึกของตนเพียงเพื่อความพอใจของสาธารณชน ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องตัดสินโดยฟังกระแสสังคม นี่เรียกว่า ความนิยม (Popularité) ซึ่งตรงกันข้ามกับ ความเชื่อถือไว้วางใจ (Confiance) ความเชื่อถือไว้วางใจนั้น เป็นความเชื่อถือที่มีต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ความเป็นกลางของผู้พิพากษา ความยุติธรรมของผู้พิพากษา และความเคารพในจริยธรรมวิชาชีพของผู้พิพากษา

นอกจากนี้ ความเชื่อถือไว้วางใจในตัวผู้พิพากษา ยังอาจเกิดจากวัตรปฏิบัติของผู้พิพากษาเอง เช่น การรู้ถึงขอบเขตอำนาจและข้อจำกัด การยอมรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ และการอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่หยิ่งทระนงว่าตนยิ่งใหญ่ ไม่อหังการ-มมังการ เพราะ “หัวโขน” ผู้พิพากษา หรือเพราะคำอ้างที่ว่าตนกระทำการในนามกษัตริย์

 

ประการที่สี่ การตระหนักถึงขอบเขตอำนาจของตนเอง

นิติรัฐ-ประชาธิปไตยเรียกร้องเรื่องการแบ่งแยกอำนาจให้เกิดดุลยภาพระหว่างอำนาจรัฐในแขนงต่างๆ องค์กรตุลาการเองก็เช่นกัน ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองมีอำนาจ “เชิงรับ” ศาลไม่อาจควบคุมองค์กรฝ่ายบริหารได้ในทุกกรณี ตรงกันข้าม เรื่องจะขึ้นไปสู่ศาลได้ก็ต่อเมื่อมีการริเริ่มคดีโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน และศาลไม่อาจลงมาหยิบยกเรื่องใดขึ้นพิจารณาได้ด้วยตนเอง

การพิพากษาของศาลมิใช่กระทำได้อย่างพร่ำเพรื่อหรือปราศจากกฎเกณฑ์ กว่าที่องค์กรตุลาการจะผลิตคำพิพากษาได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนตั้งแต่เงื่อนไขการฟ้องคดี เช่น ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือมีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีหรือไม่ การฟ้องทำตามรูปแบบหรือไม่ ฟ้องภายในอายุความหรือไม่ ศาลมีเขตอำนาจพิจารณาหรือไม่ จากนั้นยังต้องผ่านกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรมอีก ในท้ายที่สุดเมื่อศาลตัดสิน ก็ยังต้องพิจารณาอีกว่าคำพิพากษาของศาลนั้นมีผลเป็นการทั่วไปหรือมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ มีผลย้อนหลังหรือมีผลไปในอนาคต

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าองค์กรตุลาการเป็นผู้เล่นหลักคนหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของรัฐ (Acteur politique) อย่างไรเสียองค์กรตุลาการก็ต้องมีบทบาทางการเมือง แต่บทบาททางการเมืองเช่นว่านั้น ต้องกระทำผ่านคำพิพากษาและภายใต้ความเป็นเหตุเป็นผลตามกฎหมายเท่านั้น อนึ่ง แม้องค์กรตุลาการอาจเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยผ่านคำพิพากษาของตน แต่องค์กรตุลาการต้องคำนึงถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจและการรักษาดุลยภาพระหว่างอำนาจไว้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องบางเรื่องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับแนวนโยบายของรัฐบาล หรือเรื่องทางการเมืองโดยแท้ องค์กรตุลาการก็จำต้องสงวนท่าทีและควบคุมการใช้อำนาจของตนเองลง เช่น การยุบสภา การประกาศสงคราม การเลือกนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี

ในบางกรณี รัฐบาลอาจดำเนินนโยบายตามที่รณรงค์หาเสียงกับประชาชนไว้ในช่วงเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ได้รับอาณัติจากประชาชนในการดำเนินนโยบายดังกล่าว ประเด็นปัญหานี้ องค์กรตุลาการอาจเข้าไปควบคุมได้แต่เพียงเฉพาะ “ความชอบด้วยกฎหมาย” ของมาตรการตามนโยบายเท่านั้น องค์กรตุลาการไม่อาจเข้าไปก้าวล่วงถึง “ความเหมาะสม” ของนโยบาย อีกนัยหนึ่ง คือ องค์กรตุลาการต้องใช้ “กฎหมาย” เป็นมาตรวัดนั่นเอง

แม้องค์กรตุลาการจะมีอำนาจในการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และมีอำนาจในการพิพากษาคดีความให้มีผลเป็นที่สุด (res judicata) แต่องค์กรตุลาการก็ไม่ได้มีอำนาจอย่างปราศจากขอบเขต ด้วยธรรมชาติและลักษณะพิเศษขององค์กรตุลาการที่ต้องการความเป็นอิสระทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนและสังคม แต่องค์กรตุลาการกลับมีอำนาจควบคุมการใช้อำนาจรัฐ กฎหมายจึงต้องออกแบบระบบไม่ให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตด้วยการวางกลไกวิธีพิจารณาคดี ในขณะเดียวกันองค์กรตุลาการก็ต้องจำกัดการใช้อำนาจของตนเอง ไม่เข้าไปรุกล้ำในเรื่องที่เป็นนโยบายหรือการเมืองโดยแท้

นี่เป็นหลักการพื้นฐานขององค์กรตุลาการในรัฐเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่กระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งแอบอ้างเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเข้าไป “เพ่นพ่าน” ในสนามการเมือง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ การดำรงตำแหน่งในองค์กรเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามศัตรู การดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตลอดจนการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งสำคัญ

 

ประการที่ห้า คำพิพากษา “สาธารณะ”

จริงอยู่ ในทางกฎหมาย คำพิพากษาอาจมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความหรืออาจมีผลผูกพันองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งปวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำพิพากษามีผลกระทบออกไปในวงกว้าง ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้และตีความกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่รับรองสิทธิและเสรีภาพหรือวางเงื่อนไขการใช้อำนาจรัฐมักเขียนด้วยถ้อยคำกว้างๆ เปิดโอกาสให้ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี การใช้และตีความกฎหมายเหล่านี้โดยศาลผ่านทางคำพิพากษาในแต่ละคดีต่างหากที่ “แปล-ขยาย” ความเหล่านั้นให้มีผลชัดเจนและจับต้องได้ เมื่อศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันซ้ำเข้ามากๆในคดีก่อนๆ ก็กลายเป็นบรรทัดฐานที่ศาลต้องเดินตามในคดีหลัง นอกเสียจากศาลจะมีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอและรับฟังได้ หรือบริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ศาลก็อาจเปลี่ยนแนวจากคำพิพากษาบรรทัดฐานนั้น ลักษณะดังกล่าวนี้เอง ทำให้สำนักคิดกฎหมายสัจนิยม โดยเฉพาะเซอร์ โอลิเวอร์ เวนเดล โฮล์มส์ ถึงกับประกาศว่า “กฎหมายในความเห็นของข้าพเจ้า คือการพยากรณ์ต่อการกระทำของศาลในความเป็นจริง ไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากนี้”

ด้วยอานุภาพของการใช้และตีความกฎหมายของศาลดังกล่าว ทำให้คำพิพากษาไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคดีนั้นเท่านั้น คำพิพากษาจึงไม่ควรมีขึ้นเพียงเพื่อให้ผู้พิพากษาและผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอ่าน ตรงกันข้ามคำพิพากษาต้องพยายามสร้าง “การสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสังคม”

ผู้พิพากษาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยต้องตระหนักเสมอว่าการเขียนคำพิพากษานั้น ไม่ได้เขียนอธิบายความและเหตุผลให้แก่คู่ความเท่านั้น แต่เป็นการให้เหตุผลแก่บุคคลทั่วไปด้วย คำพิพากษาที่ดีจึงต้องสามารถให้การศึกษาแก่สังคม นำมาซึ่งการศึกษาค้นคว้า วิพากษ์วิจารณ์ และถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ทั้งในหมู่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไป ในกรณีที่เป็นข้อบกพร่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ เนื้อหาของคำพิพากษาต้องกระตุ้นเตือนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย

คำพิพากษา “สาธารณะ” จึงต้องประกอบไปด้วย ๒ ปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรก การเข้าถึงคำพิพากษาต้องเป็นไปโดยง่าย ภายหลังอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว คำพิพากษาต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสวิจารณ์ ปัจจัยที่สอง ผู้พิพากษาต้องคิดอยู่เสมอว่าการเขียนคำพิพากษานั้นเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสังคม ไม่ใช่เขียนเพียงเพื่อตัดสินคดีให้แล้วเสร็จไป

 

ประการที่หก การยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์

โดยธรรมชาติขององค์กรตุลาการนั้นเป็นองค์กร “ปิด” และมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนน้อยกว่าองค์กรของรัฐอื่นทั้งนี้เพื่อประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ ลักษณะดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรตุลาการกลายเป็น “แดนสนธยา” ได้ง่ายขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องสร้างระบบการวิจารณ์การทำงานของศาล นั่นก็คือ การวิจารณ์คำพิพากษานั่นเอง

การลำพองตนของผู้พิพากษาว่าตนปฏิบัติหน้าที่ในนามของกษัตริย์ ตนมีพระราชดำรัสของกษัตริย์ที่สนับสนุนและให้กำลังใจ เป็นอุปสรรคและไม่ส่งเสริมให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา และอาจทำให้ผู้พิพากษา “หลง” อำนาจจนละเลยสังคมและไม่ใส่ใจความเห็นขององคาพยพอื่นๆในสังคม เช่นกัน การสงวน “คำพิพากษา” ไว้ให้เฉพาะผู้พิพากษา ทนายความ หรือคู่ความก็ดี การพยายามสร้างความเชื่อที่ว่า คำพิพากษาเป็นเรื่องกฎหมาย มีแต่นักกฎหมายด้วยกันเท่านั้นที่เข้าใจก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างทัศนคติที่คับแคบในหมู่นักกฎหมายว่าในโลกนี้มีแต่นักกฎหมายที่เป็นใหญ่ และผูกขาด “ความจริง” ในนามของกฎหมาย

ในทางกลับกัน การเปิดโอกาสให้บุคคลในวงการกฎหมาย สื่อมวลชน บุคคลทั่วไปได้วิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ต่อคำพิพากษานั้น ย่อมทำให้คำพิพากษาและศาลได้การยอมรับนับถือ และสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้กับคำพิพากษาและผู้พิพากษานั้นด้วย การวิจารณ์คำพิพากษาโดยสาธารณชนยังช่วยสร้างกระบวนการประชาธิปไตยให้เข้มแข็งและลึกซึ้งขึ้นตามแนวทาง “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันและขยายต่อจาก “ประชาธิปไตยทางตรง” “ประชาธิปไตยทางผู้แทน” และ “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”

ด้วยเหตุนี้ การ “ใช้” หรือการ “ข่มขู่ว่าจะใช้” กฎหมายที่มีบทลงโทษเกี่ยวกับข้อหา “หมิ่นศาล” หรือ “ละเมิดอำนาจศาล” จึงล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อความเป็นประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ

 

……………………..

 

ในรัฐเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ องค์กรตุลาการมีพันธกิจ ๔ เรื่องหลักๆ ได้แก่ การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท การควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย การสร้างกฎเกณฑ์ทางกฎหมายผ่านทางการใช้และตีความกฎหมายในคำพิพากษา และการเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของรัฐ การปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บรรลุพันธกิจทั้งสี่นี้ ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยอันเป็นคุณค่าพื้นฐานที่รัฐเสรีประชาธิปไตยยึดถือ

แนวทางทั้ง ๖ ประการนี้ เป็นการสนับสนุนองค์กรตุลาการให้ปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธบทบาทขององค์กรตุลาการในการตัดสินคดีอย่างก้าวหน้า แต่การตัดสินอย่างก้าวหน้าควรประกอบด้วยเหตุผลที่มีความเป็นภาววิสัย มีหลักกฎหมายรองรับ และอธิบายให้สังคมยอมรับนับถือได้ เป็นความกล้าปฏิเสธอำนาจนอกระบบและรัฐประหาร เป็นความกล้าตัดสินเพื่อแก้ “วิกฤติ” ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบจากจิตสำนึกของผู้พิพากษาและยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการตัดสินที่ “คิดว่า” ก้าวหน้าเพื่อแก้ “วิกฤต” เพราะมีใครคนใดคนหนึ่งออกมากระตุ้นให้องค์กรตุลาการต้องตัดสิน หรือ เพราะต้องการปราบปรามศัตรูทางอุดมการณ์ทางการเมือง

จริงอยู่ ในนิติรัฐ หลักการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ และหลักความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ เป็นหลักการสำคัญอันขาดเสียมิได้ แต่หลักการดังกล่าวไม่ได้มีคุณค่าหรือสถานะสูงสุดเหนือกว่าหลักการอื่น จนทำให้องค์กรตุลาการมีอำนาจล้นฟ้าและปราศจาการตรวจสอบถ่วงดุล ตรงกันข้าม หลักการเหล่านี้เป็นหลักการในทางกลไกเพื่อพิทักษ์รักษาหลักการที่มีคุณค่าสูงสุด คือ หลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย กล่าวให้ถึงที่สุด อำนาจและความอิสระที่นิติรัฐหยิบยื่นให้องค์กรตุลาการนั้น ก็เพื่อให้นำมาใช้ปกป้องนิติรัฐและประชาธิปไตยนั่นเอง หาใช่ให้เพื่อนำมาใช้ทำลายนิติรัฐและประชาธิปไตยไม่

ต้องไม่ลืมว่า องค์กรตุลาการไม่ได้อยู่เหนือประชาธิปไตย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเช่นเดียวกันกับองค์กรอื่นๆ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และการสำนึกอยู่เสมอว่าตนเป็นส่วนหนึ่งในประชาธิปไตยและมีหน้าที่พิทักษ์ประชาธิปไตย เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้องค์กรตุลาการสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมสมัยใหม่ และสร้างความชอบธรรมให้องค์กรตุลาการในการเข้าไปตรวจสอบอำนาจรัฐ

ในทางกลับกัน หากองค์กรตุลาการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอคติ ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตน หรือยอมพลีตนรับใช้อุดมการณ์บางอย่างด้วยการเป็นกลไกปราบปรามศัตรูแล้ว ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการย่อมลดน้อยถอยลง จนในท้ายที่สุด อาจไม่เหลือซึ่งการยอมรับคำพิพากษาของศาล

หากเป็นเช่นนั้น นอกจากองค์กรตุลาการจะไม่บรรลุพันธกิจปกป้องนิติรัฐ-ประชาธิปไตยแล้ว กลับกลายเป็นว่าองค์กรตุลาการนั่นแหละที่เป็นผู้ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตยเสียเอง

อริสโตเติลกับรัฐประหาร 19 กันยา

April 14th, 2008

ในโอกาสสัมมนาวิชาการเปิดตัวหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา: รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2550 ณ ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งจัดโดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร่วมกับคณะทำงานสัมมนาและเผยแพร่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนหนึ่งของงานจะมีการ สนทนากับ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มธ. ผ่านบทความ อริสโตเติลกับรัฐประหาร 19 กันยา ในเวลา 15.30?- 17.00 น.

ในโอกาสนี้ทางกองบก. ขอนำบทความของอ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยาฯ มาเผยแพร่ เพื่อเชิญชวนทุกท่านมา สนทนา กับ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในวันและเวลาดังกล่าว

อริสโตเติลกับรัฐประหาร 19 กันยา
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Download PDF

คำวิจารณ์
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Download PDF

เพลงฝ่ายซ้ายยุคเก่าๆ ของนักร้องเพลงโฟล์คอเมริกัน

April 10th, 2008

เพลงฝ่ายซ้ายยุคเก่าๆ ของนักร้องเพลงโฟล์คอเมริกัน
รีบดูนะขอบอก ก่อนที่ยูทิวบ์จะโดนกระซวงไอซีทีแฮกตามที่ท่านได้โนติสไว้

ในไทย เวลาพูดถึงนักดนตรีโฟล์คฝรั่ง เราอาจไม่เคยได้ยินชื่อพวกนี้ซักเท่าไรนัก เพราะรู้จักกันบ้างก็แต่ บ็อบ ดีแลน, นีล ยัง, ครอสบี, สติลส์, แนช & ยัง ซึ่งเป็นขวัญใจ คาราวาน หรือวงเพื่อชีวิตใครหว่าของเมืองไทย และยังเป็นขวัญใจพวกนักร้องเพลงโฟล์คแนวสายลมแสงแดดคนอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งคุณสามารถหาฟังได้จากเว็บไซต์ต่างๆ [ดูได้ที่เว็บนี้]

แต่นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นล้นพ้นที่เสด็จแม่ยูทิวบ์ (ที่เรียก’เด็จแม่เพราะเว็บไซท์น่าจะเป็นผู้หญิง อันนี้ว่ากันตามกระแสลัทธิบูชาเสด็จพ่อในเว็บฟ้าเดียวกัน) ได้เมตตาเก็บคลิปของสองคนนี้ ซึ่งเค้า, อย่าถามว่าเค้าคือใคร, ว่ากันว่าเป็นแม่แบบของดนตรีโปรเทสต์ของอเมริกา

(อะ๑ คำว่า “โปรเทสต์” นี้ ดูคลับคล้ายคลับคลาว่ามีรากศัพท์เดียวกับคำว่า “โปรแตสแตนท์” ทำให้ดูเหมือนว่าคำนี้ในความรู้สึกฝรั่งมีความหมายไปในทางดี อย่างนี้ฝรั่งคงเรียกว่าดี เรียกว่าถูกต้องกระมัง?, ต่างจากคำว่า “ประท้วง” ในภาษาไทย ซึ่งทำเกิดความรู้สึกไปในทางไม่ใครจะดี อย่างนี้เราคนไทยเรียกว่า “ไม่ดี ไม่ถูก”)

กลับมาที่เรื่องเดิม สองคนที่ว่านี้คือ พีท ซีเกอร์ และ วูดดี้ กัทธรี ซึ่งในนี้คงไม่มีประวัติอะไร เพราะ

1. ขี้เกียจค้นและแปล
2. ไม่เน้นไอเดียบูชาฮีโร่ สนใจเนื้อหาที่เค้านำเสนอมากกว่า
3. ถ้าคุณอยากรู้ก็ย่อมค้นเองได้

ฉะนั้น เราฟังเพลงกันดีกว่า

เริ่มจากเพลงที่คนไทยรู้จักก่อน


Where Have All The Flowers Gone – Pete Seeger 1968 Stockholm


pete seeger which side are you on


Pete Seeger – What Did You Learn In School?


Solidarity Forever (Pete Seeger)

เพลงนี้คุณจะต้องคุ้นมาก ^^

อันนี้ คือ Marlene Dietrich : Where Have All the Flowers Gone? 1963
เพลงเดียวกัน

และ นี่ เด็ดจริงๆ


Pete Seeger This Land Is Your Land The Sidewalk Sessions

พีท ซีเกอร์ตอนแก่แล้ว ไปจัดกิ๊กคอนเสิร์ทร้องเพลงประท้วงอยู่ริมถนน
อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับนักแต่งเพลงเพื่อชีวิตของไทย อิอิ
(มีความเห็นนึงในยูทิวบ์บอกว่า แหม ถ้า only the world could see this part of America more… )

เพลง This Land Is Your Land นี้เป็นเพลงที่แต่งโดย วูดดี้ กัทธรี

เรามาดูอีกเพลงของ วู้ดดี้ กัน


Woody Guthrie – So long it’s been good to know you


และ Bruce Springsteen: THIS LAND IS YOUR LAND

ยังไม่จบ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคับ

ความคิดของหยุด แสงอุทัย ในปรัชญากฎหมาย

April 5th, 2008

ปรัชญากฎหมายไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

………………..

อย่างไรก็ตาม ระแสความคิดทางกฎหมายแบบธรรมนิยมที่คงปรากฏตัวอย่างให้พบเห็นข้างต้น นอกจากจะมิใช่เป็นความคิดที่เป็นทางการแบบเก่าแล้ว ยังเป็นกระแสรองทางความคิดที่นับวันจะอ่อนแรงลง คล้ายเป็นตำนานความคิดเก่าๆ ที่แฝงความล้าสมัยในทรรศนะของนักกฎหมายหลายๆคน ในสภาพที่ไม่มีปรัชญากฎหมายที่เป็นทางการ หรือปรัชญากฎหมายของรัฐเหมือนเช่นอดีตโบราณ ปรัชญาแบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมายก็กลับได้รับการเผยแพร่เป็นระลอกๆสืบต่อกันมา ดังอาทิ ในข้อเขียนหรือตำราคำบรรยายกฎหมายของ รัตน์ จามรมาน, วัน จามรมาน, เอกูต์, ขุนประเสริฐศุภมาตรา, หลวงสุทธิวาท นฤพุฒิ หรือ หยุด แสงอุทัย ….. ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรัชญากฎหมายของตะวันตกแบบปฏิฐานนิยมก็เข้ามามีอิทธิพลเบียดขับหรือบดบังกระแสการเปลี่ยนแปลงปรัชญากฎหมายแบบเก่า จนอาจมองได้ว่าเป็นความล้มเหลวของปรัชญากฎหมายแบบธรรมนิยมที่พยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ภายใต้คาวมคิดแบบมนุษยนิยมหรือเหตุผลนิยม นอกจากนี้ ภายหลังความตกเสื่อมในความเชื่อถือต่อคัมภีร์พระธรรมศาสตร์และการสิ้นสุดระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดูเหมือนหลักคุณค่าเรื่องทศพิธราชธรรมในฐานะเป็นหลักอุดมคติแห่งปรัชญากฎหมายไทยก็พลอยเสื่อมบทบาทไปด้วย เหลือเพียงฐานะเป็นเสมือนคุณธรรมส่วนพระองค์ที่ควรเป็นของกษัตริย์เท่านั้น โดยที่ในช่วงนั้นยังไม่ปรากฏการตีความหมายของทศพิธราชธรรมให้เป็นหลักคุณธรรมของผู้ปกครองทั่วไป ซึ่งมิได้จำกัดอยู่ในกรอบแห่งระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น

เมื่อมองถึงการเติบโตของปรัชญากฎหมายแบบปฏิฐานนิยม แม้จุดเริ่มต้นของการนำเข้าซึ่งความคิดนี้มีมาตั้งแต่ยุคปฏิรูปกฎหมายของรัฐ แต่โดยสภาพที่เป็นจริง ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายก็หาได้เข้ามาเป็นปรัชญากฎหมายของรัฐหรือปรัชญากฎหมายของทางการ แทนที่ปรัชญากฎหมายแบบพุทธธรรมนิยมของเดิมไม่ ที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือ ถึงแม้แนวคิดที่มองกฎหมายในแง่เป็นคำสั่งคำบัญชาของรัฐาธิปัตย์จะมีการกล่าวถึงเพิ่มขึ้นทุกที ดังกล่าวมาข้างต้น แต่การถ่ายทอดความคิดดังกล่าวหลายครั้งก็มักประกอบด้วยประเด็นวิจารณ์หรือข้อสังเกตประกอบคู่กันด้วย ดังแม้แต่ครั้งที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์นำทฤษฎีคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ขึ้นมาเผยแพร่ พระองค์ก็ทรงกล่าวถึง “ความจริง 3 อย่าง” ที่เป็นข้อบกพร่องในตัวทฤษฎีนี้ขึ้นกล่าวประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม กรณีก็มีอยู่เช่นกันที่นักนิติศาสตร์บางท่านได้เสนอประเด็นถกเถียงเชิงวิจารณ์ต่อทฤษฎีคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ หากท้ายสุดก็ดูเหมือนยังยอมรับต่อความหนักแน่นมั่นคงของทฤษฎีนี้อยู่ กระนั้น นับวันที่มีนักกฎหมายไทยสำเร็จการศึกษากฎหมายจากตะวันตกเพิ่มมากขึ้น การเผยแพร่แนวคิดทางปรัชญากฎหมายของตะวันตกก็ขยายกว้างขึ้น มิได้จำกัดเฉพาะแต่ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย หากเรื่องอิทธิพลหรือการยอมรับในปรัชญากฎหมายสกุลต่างๆของตะวันตกก็อาจเป็นอีกประเด็นหนึ่ง การอ้างอิงหรือถ่ายทอดความคิดทางกฎหมายของนักปราชญ์ตะวันตก ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นับแต่งานเขียน “หัวข้อเล็คเชอร์ธรรมศาสตร์” ของพระยานิติศาสตร์ไพศาลย์ ในปี พ.ศ.2466 ตำรากฎหมายในชื่อเรื่อง “ธรรมศาสตร์” หรือ “ว่าด้วยกฎหมาย” ของนักกฎหมายอีกหลายๆท่านก็มีบทบาทถ่ายทอดความคิดทางกฎหมายของตะวันตกสู่การรับรู้ของนักกฎหมายไทยอย่าต่อเนื่อง งานเขียนที่สมควรย้ำความเป็นพิเศษเพิ่มเติมน่าจะเป็น บทความเรื่อง “ความคิดในทางกฎหมาย” ของ ดร.สายหยุด แสงอุทัย ในปีพ.ศ. 2483 ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการเผยแพร่ความหลากหลายของแนวคิดกฎหมายตะวันตกที่ชัดเจนอีกเรื่องหนึ่ง[1] น่าสนใจที่ในเวลาเดียวกันผู้เขียนก็กล่าวถึง “ประวัติการณ์ความคิดกฎหมายในกฎหมายไทย” ไว้ย่อๆด้วย ผู้เขียนยอมรับว่าสืบแต่ประเทศไทยยอมรับเอากฎหมายของมโนสาราจารย์มาเป็นกฎหมายของไทย ดังนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า “เราไม่ได้เข้มงวดในหลักที่ว่ากฎหมายจะต้องมาจากรัฐาธิปัตย์”[2] ในอีกด้านหนี่ง ดร.สายหยุด แสงอุทัย ยังวิจารณ์ “ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด” หรือทฤษฎีคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ว่า “ใช้ไม่ได้เลย” เพราะอธิบายที่มาแห่งกฎหมายเพียงแห่งเดียว (รัฐาธิปัตย์) โดยละลืมความสำคัญของกฎหมายจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาที่เป็นบันทัดฐานของศาลสูง การยึดมั่นต่อ “ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด” ยังสร้างผลร้ายคือ[3]

“จะมีคำพิพากษาที่วินิจฉียคดีผิดจากความรู้สึกของราษฎรอย่างมากมาย ซึ่งที่จริงเมื่ออธิปตัยเป็นของราษฎรที่เป็นส่วนรวมแล้ว ก็ควรจะยกย่องความคิดเห็นของราษฎรที่เป็นส่วนรวมนี้และถ้าถือว่ากฎหมายคือข้อบังคับของรัฐาธิปัตย์อย่างเดียว จะเรียกข้อบังคับซึ่งศาลยกขึ้นปรับแก่คดีในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติชัดแจ้งว่าอย่างไร…ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ย่อมทำให้กฎหมายที่บัญญัติไว้แล้วไม่เหมาะสมกับกาลสมัย โลกกำลังเจริญก้าวหน้าไปโดยไม่หยุดหย่อนและมีพฤติการณ์มากหลายซึ่งรัฐาธิปัตย์ในขณะบัญญัติกฎหมายไม่รู้จัก… นอกจากนี้การยอมให้แก้ตัวว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ดี รัฐาธิปัตย์ต้องบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่นั้นฟังดูไม่สนิทนัก ผู้พิพากษาควรจะร่วมมือกันช่วยให้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เป็นผลดี ช่วยคิดค้นหาหลักเกณฑ์ในทางกฎหมาย เป็นการแผ้วทางไว้สำหรับผู้บัญญัติกฎหมายในเวลาภายหลัง ไม่ควรเคร่งครัดกับกฎหมายจนเกินไป”

ข้อวิจารณ์ “ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด” ของ ดร.สายหยุด ข้างต้นจัดเป็นเรื่องน่าใส่ใจอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่วิจารณ์เชื่อมโยงกับระบบประชาธิปไตย (“เมื่ออธิปตัยเป็นของราษฎรทีเป็นส่วนรวมแล้ว….”) และปัญหาเรื่อง “กฎหมายไม่ดี” ที่รัฐาธิปัตย์อาจบัญญัติขึ้นมาได้ นับว่า “ในขณะนั้น” (พ.ศ.2483) ผู้เขียนได้สะท้อนจุดยืนประชาธิปไตยผ่านข้อวิจารณ์ทางปรัชญากฎหมายนี้อย่างค่อนข้างชัดเจน เราจะพูดถึงประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่งต่อไป เมื่อกล่าวถึงเรื่องคำพิพากษาศาลฎีกาที่รับรองความเป็นกฎหมายของประกาศของคณะปฏิวัติ อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ เมื่อกล่าวถึงการเผยแพร่ (และวิจารณ์) ความคิดทางกฎหมายของตะวันตก น่าสังเกตว่าแม้นักนิติศาสตร์ไทยจะวิจารณ์ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายควบคู่ไปกับการแพร่หลายของความคิดนี้ สิ่งนี้ก็มิได้หมายความว่าความคิดในทางกฎหมายที่เป็นปรปักษ์ต่อปฏิฐานนิยมทางกฎหมายจะได้รับการยอมรับเชิดชูแทนที่ ปรัชญาหรือความคิดในทางกฎหมายธรรมชาติของตะวันตกก็ไม่วายถูกวิจารณ์ด้วยเช่นกัน ในแง่ความไม่สมจริง ไม่เป็นความคิดวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเพียงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวที่นำเอาคำว่า “กฎหมายธรรมชาติ” มาบังหน้า เพื่อจุดประสงค์ทางส่วนตัวและสังคมการเมือง[4]

กล่าวโดยรวมความแล้ว นับหลังจากความตกเสื่อมของปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมหรือการเลิก/ลดความเชื่อถือต่อกรอบความคิดในพระธรรมศาสตร์ต่อเรื่อยมาถึงยุคหลังการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย การถ่ายทอดหรือแพร่หลายปรัชญากฎหมายในสำนักคิดต่างๆของตะวันตกเป็นไปอย่างสืบเนื่องโดยเฉพาะปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับของเบนแธมและอสสติน ทว่าการรับเอาปรัชญากฎหมายของตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ในวงวิชาการกฎหมายดังกล่าวก็เป็นไปอย่างวิพากษ์พอสมควร ข้อนี้ย่อมชวนให้คิดได้ว่าไม่มีปรัชญากฎหมายของตะวันตกสำนักใดที่เข้ามาครอบงำความคิดของนักกฎหมายไทยโดยทั่วไปได้ “โดยสิ้นเชิง” พิจารณาจากสภาพการณ์ที่ในยุคแรกๆนั้น วิชาธรรมศาสตร์หรือนิติปรัชญาไม่ค่อยมีการสอนหรือการเขียนตำราที่ละเอียดลงเป็นระบบอย่างจริงจังด้วยแล้ว เรายิ่งย่อมอนุมานได้ถึงความจำกัดในการรับรู้และความเข้าใจอันถ่องแท้ของนักกฎหมายไทยเกี่ยวกับปรัชญากฎหมายต่างๆทั้งของตะวันตกและของไทยโบราณ อย่างไรก็ตามในสภาพการณ์ของการรู้ไม่จริงต่อเรื่องปรัชญากฎหมายนั้น เป็นไปได้ทีนักกฎหมายจำนวนหนึ่งอาจยึดมั่นในปรัชญากฎหมายของตะวันตกบางสำนัก เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดความคิดดังกล่าวอย่างจงใจจากผู้สอน โดยที่ตนเองไม่ได้มีโอกาสศึกษาอย่างละเอียดดีพอ อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับที่ดูเหมือนสนับสนุนแนวคิดนั้นๆด้วย ข้อสำคัญที่สุดคือ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นสภาพความระส่ำระสายทางการเมืองที่มีการช่วงชิงอำนาจรัฐกันมาโดยตลอด แนวคิดทางปรัชญากฎหมายของตะวันตกบางสำนักได้รับการหยิบยืมเข้ามาอธิบายความชอบธรรมของการใช้อำนาจผู้ปกครองทีได้อำนาจมาโดยการใช้กำลัง การเปลี่ยนสภาพปรัชญากฎหมายให้มีชีวิตขึ้นจริงจังในทางปฏิบัติย่อมจัดเป็นวิถีทางสำคัญหนึ่งในกาสร้างการยอมรับต่อปรัชญากฎหมายนั้นๆ ถึงแม้จะมีเสียงคัดค้านอยู่ด้วยก็ตามที 

บทบาทของปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายภายใต้บริบททางสังคมการเมืองแบบอำนาจนิยม

หากพิจารณาถึงบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากฎหมายกับสภาพสังคมการเมืองไทยภายหลังปี 2475 ถึงแม้ความรู้ความเข้าใจในทางปรัชญากฎหมายจะมีข้อจำกัดข้างต้น หากกล่าวโดยนัยแล้ว ข้อพิจารณาเชิงปรัชญากฎหมาย กลับกลายเป็นประเด็นความคิดที่อยู่เบื้องหลังลึกๆของการโต้แย้งทางกฎหมายที่เกิดขึ้นบ่อยและเป็นไปอย่างจริงจัง นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่เปิดศักราฃใหม่ของระบบประชาธิปไตยครั้งแรกในสังคมไทย หลักการเกี่ยวกับความเสมอภาคของบุคคลและเสรีภาพในด้านต่างๆที่เปิดกว้างด้านสนับสนุนให้มีการตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจทางด้านกฎหมายของผู้ปกครอง ผิดกับยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่บุคคลทั่วไปหาอาจตั้งคำถามว่าพระมหากษัตริย์ทรงตรากฎหมายโดยยึดมั่นในพระธรรมศาสตร์หรือไม่ หากกระนั้นเงื่อนไขผลักดันที่สำคัญน่าจะอยู่ที่ปัญหาเกี่ยวกับการตรากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมหรือกฎหมายที่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล ปัญหาเรื่องกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวโยงกับประเด็นทางการเมืองที่มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐมาโดยตลอด นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองดังเราย่อมทราบกันดีเกี่ยวกับปัญหาการปฏิวัติรัฐประหารทีอุบัติขึ้นเป็นระยะๆถึง 9 ครั้งในช่วง 60 ปีของประวัติศาสตร์การเมืองไทย นับตั้งแต่ปี 2475 จนถึงช่วงทศวรรษปัจจุบัน มีการออกกฎหมายที่ไม่ชอบธรรมเป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มบุคคลที่ผลัดเปลี่ยนกันมาขึ้นครองอำนาจรัฐทั้งที่เป็นรัฐบาลพลเรือนและรัฐบาลทหาร ลักษณะของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั้นก็มีหลายรูปการ นับตั้งแต่การบัญญัติตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาพิพากษาปรปักษ์ทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังต่อบุคคล การตัดรอนสิทธิเสรีภาพจำเลยในการตั้งทหนายขึ้นต่อสู้คดี รวมทั้งการตัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา การตรากฎหมายมอบอาจตุลาการหรือนิติบัญญัติแก่ฝ่ายบริหาร เปิดช่องให้มีการจับกุมคุมขังหรือเนรเทศได้โดยพลการ, การตรากฎหมายให้อำนาจสูงสุดแก่นายกรัฐมนตรีในการลงโทษบุคคลโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลสถิตยุติธรรม, การลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพิมพ์หรือการโฆษณา, การจำกัดสิทธิเสรีภาพด้านแรงงานรวมทั้งการออกกฎหมายต่อต้านการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ในการต่อสู้หรือวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้น ฐานแห่งเหตุผลโต้แย้งโดยทั่วไปก็ยังอยู่กับแนวคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรม (The Rule of Law) และอุดมการณ์สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ซึ่งต่างล้วนเป็นแนวคิดอุดมคติทางกฎหมายและสังคมของตะวันตก อย่างไรก็ตาม แนวคิดต่างๆนี้ดูเป็นเรื่องใหม่ค่อนข้างมากในสังคมไทย ทั้งในแวดวงนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป ปัญหาเรื่องความเข้าใจ, การยอมรับ และความมีพลังในตัวความคิดจึงเป็นข้อจำกัดสำคัญในแง่บทบาทของความคิดนี้ในการใช้ต่อสู้วิพากษ์วิจารณ์พร้อมๆกับบทบาทในเชิงบวกของแนวคิดจากตะวันตกดังกล่าว แนวคิดเชิงปรัชญากฎหมายสกุลหนึ่งของตะวันตก ก็กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่บทบาทเชิงลบที่สนับสนุนความไม่เป็นธรรมของการใช้อำนาจรัฐ

ในบรรดาปรัชญากฎหมายจากตะวันตกที่นำเข้ามาแพร่หลาย ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายนับเป็นจำเลยทีถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นพิเศษโดยเฉพาะภายหลังความขัดแย้งทางความคิดและการปฏิบัติเกี่ยวกับปัญหาการวินิจฉัยสถานภาพทางกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติที่มีผู้เห็นว่าไม่เป็นธรรม

ภายหลังการกระทำรัฐประหาร 2490 ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ก้าวมาสู่จุดเปลี่ยนโค้งที่สำคัญหนึ่งสืบแต่ปีกความคิดฝ่ายก้าวหน้าของคณะราษฎร 2475 (กลุ่มนายปรีดี พนมยงค์) ถูกทำลายอำนาจลงโดยเด็ดขาด กลุ่มเผด็จการทางทหารได้ขึ้นครองอำนาจต่อเนื่องมาเกือบสองทศวรรษ ในระหว่างช่วงนี้เองที่ปัญหาเกี่ยวกับความชอบของคณะรัฐประหารในการออกกฎหมายหรือเรื่องสถานภาพของ “ประกาศคณะปฏิวัติ” ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงทางนิติปรัชญาที่สำคัญ

การต่อสู้ทางความคิดมีขึ้นเนื่องจากมีฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งคณะรัฐประหารมีการออกคำสั่งหรือประกาศใช้บังคับเป็นปฏหมายต่อประชาชนหลายๆเรื่อง ที่มีลักษณะไม่ชอบธรรมหรือขัดต่อมาตรฐานทางความคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตย

การโต้แย้งโดยทั่วไปดูเหมือนไม่ประสบผลสำเร็จ นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2490 ฝ่ายผู้ก่อการก็เคยออกแถลงการณ์ยืนยันความชอบธรรมของตนเองทั้งในแง่การเป็นองค์รัฐาธิปัตย์และอาจในการนิติบัญญัติโดยสมบูรณ์ ตรรกะที่ฝ่ายรัฐประหารนำมาอ้างสนับสนุนก็คือเรื่องความสำเร็จในการยึดครองอำนาจรัฐหรือสถานะของความเป็นรัฐาธิปัตย์อันแท้จริง[5] ข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือเมื่อข้อพิพากทเกี่ยวกับความชอบธรรมในการใช้อำนาจในแง่กฎหมายของคณะรัฐประหารขึ้นสู่การพิจารณาของสถาบันตุลาการ ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาตัดสินรับรองความชอบธรมของอำนาจคณะรัฐประหารและสถานภาพทางกฎหมายของประกาศคณะรัฐประหาร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ปรากฏต่อเนื่องจนคล้ายเป็นบรรทัดฐานประเพณีไปแล้ว มี อาทิ

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153-1154/2495 : “…การล้มล้างรัฐบาลเก่าตั้งเป็นรัฐบาลใหม่โดยใช้กำลังนั้นในตอนต้นอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายจนกว่าประชาชนจะได้ยอมรับนับถือแล้ว เมื่อเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง คือหมายความว่าประชาชนได้ยอมรับนับถือแล้ว ผู้ก่อการกบฏล้มล้างรัฐบาลดังกล่าวก็ต้องเป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 102…”

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 : “…ข้อเท็จจริงได้ความว่าในพ.ศ.2490 คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ การบริหารประเทศชาติในลักษณะเช่นนี้ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติ เพือ่บริหารประเทศชาติต่อไป มิฉะนั้นประเทศชาติจะตั้งด้วยความสงบไม่ได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2490 จึงเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์…”

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1512-1515/2497 : “…คำว่า “รัฐบาล” ตามที่กล่าวไว้ในกฎหมายลักษณะอาญานั้น ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์ไว้ แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่า “องค์การปกครองบ้านเมือง…รัฐบาลที่โจทก์หาว่าพวกจำเลยจะล้มล้างนั้นเป็นรัฐบาลที่ได้ตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้นคือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ประกาศใช้ในกรณีที่มีการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่ดำรงอยู่ก่อน รัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ ได้เข้าครอบครองและบริหารราชการแผ่นดินด้าวยความสำเร็จเด็ดขาด และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศไว้ได้ และตลอดมาเป็นที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปว่าเป็นรัฐบาลอันสมบุรณ์มาช้านจนบัดนี้ ศาลไม่เห็นมีเหตุใดที่จะไม่ถือว่าเป็นรัฐบาลอันไม่ชอบธรรมตามความเป็นจริง อันปรากฏประจักษ์แจ้งอย่างชัดเจน”

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2505 : “ศาลฏีกาเห็นว่า เมื่อในพ.ศ.2501 คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยความแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม ดังนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 ดังนั้นประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 21 (บุคคลอันธพาล) ซึ่งประกาศคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติบังคับแก่ประชาชนดังกล่าวข้างต้นเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในการปกครองเช่นนั้นได้…”

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2523 : “…แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้นจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่…”

การรับรองความเป็นกฎหมายของประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติ หาได้จำกัดเฉพาะแต่ในสถาบันศาลสถิตยุติธรรมไม่ แม้สถาบันสำคัญทางกฎหมายอื่น อาทิ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการกฤษฎีกาก็เคยตีความในลักษณะเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น กระทั่งรัฐสภาสถาบันทางด้านนิติบัญญัติที่เกิดขึ้นตามกระบวนการประชาธิปไตยก็ปฏิบัติต่อประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติในลักษณะที่ยอมรับต่อสถานะความเป็นกฎหมายดังปรากฏจากตราพระราชบัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศคณะปฏิวัติฉบับต่างๆในภายหลัง

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังคำพิพากษาบรรทัดฐานข้างต้นเมื่อพิจารณากันโดยละเอียดสะท้อนถึงอิทธิพลของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่เน้นความสมบูรณ์ ในตัวธรรมชาติกฎหมายเชื่อมโยงกับสภาพความเป็นรัฐาธิปัตย์หรือผู้ถืออำนาจปกครองสูงสุดในแผ่นดิน และข้อสำคัญยังประกอบด้วยอิทธิพลทางความคิดและการตีความของ เคลเซ่น (Hans Kelsen) ซึ่งเป็นนักทฤษฎ๊ปฏิฐานนิยมรุ่นใหม่อีกท่านหนึ่ง ก่อนหน้าปี 2495 ไม่ปรากฏชัดว่ามีการเผยแพร่ทฤษฎีกฎหมายของเคลเซ่นในวงการกฎหมายของไทย หากนับหลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153-1154/2495 และโดยเฉพาะในบันทึกท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 ซึ่ง ดร.สายหยุด แสงอุทัย ได้เขียนขยายความถึงเหตุผลสนับสนุนคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว โดยอ้างอิงถึงแนวคำพิพากษาฎีกาของเยอรมัน อิทธิพลทางความคิดของเคลเซ่นในแง่ทฤษฎีกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิวัติก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนถึงแม้จะมีการเอ่ยถึงชื่อเขาก็ตามที

กำเนิดแห่งการยอมรับในความเป็นกฎหมายของประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติได้สร้างประเด็นถกเถียงเชิงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างมากในหมู่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ในระยะหลังๆ นักวิชาการบางท่านถึงกับยืนยันว่าคำพิพากษาฎีกาทีเป็นต้นบรรทัดฐาน (Leading case) ข้างต้น “ได้มีผลอันล้ำลึกและกว้างไกลไม่เพียงแต่ในทฤษฎีและระบบกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในการกำหนดวิถีทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยตลอดระยะเวลา 30 ปีเศษที่ผ่านมาด้วย” ในแง่หนึ่งก็มองได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่สนับสนุนการใช้อำนาจของฝ่ายเผด็จการหรือสะท้อนลักษณะที่สถาบันตุลาการตกอยู่ภายใต้กระแสอำนาจนิยมโดยตลอด และอีกแง่หนึ่งก็อาจมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วงการนักกฎหมายไทยไม่มีส่วนส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเนื่องจากติดยึดอยู่กับแนวคิดทางปรัชญากฎหมายดังกล่าว

ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ข้างต้นมากน้อยเพียงใด การประเมินบทบาทหรือผลกระทบของการปรับใช้ปรัชญาปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายคงต้องกระทำโดยรอบคอบและข้อสำคัญต้องคำนึงถึงสภาพทั่วไปของความคิดความเข้าใจทางนิติปรัชญาในสังคมไทย หลายท่านอาจเข้าใจว่าคำพิพากษาฎีกาที่รับรองความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ เป็นการสะท้อนถึงการครอบงำของปรัชญากฎหมายแบบปฏิฐานนิยม หรือบางท่านก็อาจพอใจสรุปว่าแท้จริงปรัชญากฎหมายดังกล่าว หรือกล่าวโดยเฉพาะก็คือทฤษฎีกฎหมายของเคลเซ่นเป็นเพียงเครื่องมือทางทฤษฎีอย่างหนึ่งของฝ่ายตุลาการในการสนับสนุนหรือรับใช้ระบอบปฏิวัติเท่านั้น ในคำอภิปรายเรื่อง “ชำแหละกฎหมายหมายเผด็จการ” ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนนักวิจารณ์สังคมคนสำคัญก็ได้วิพากษ์ประเด็นนี้อย่างรุนแรงดังความตอนหนึ่ง[6]

“ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร คตินี้เป็นคติที่ศาลฎีการับอยู่ตลอดเวลาครับ เป็นคติสกุลกฎหมายเยอรมัน ซึ่งถือว่าใครยึดอำนาจได้ คนนั้นมีสิทธิอันชอบธรรมในการปกครอง เป็นคติซึ่งแม้ทางฝ่ายพราหมณ์ก็ไม่ยอมรับ สำคัญมากนะครับ นักกฎหมายเยอรมันเข้ามามิอิทธิพลมากในเมืองไทย…โดยเฉพาะในสมัยที่ท่านผู้พิพากษา…..พูดว่า ในยุคที่จอมพล ป พิบูลสงครามเป็นใหญ่ คุณ….. นั่นเป็นด๊อกเตอร์กฎหมายเยอรมัน แล้วพวกนักกฎหมาย…เหล่านี้มาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เพราะไม่เข้าใจหลักนิติศาสตร์เดิมของไทย ไม่เข้าใจตัวธรรมะเดิมของไทย และตีตัวธรรมะของฝรั่งเองก็ไม่แตก…”

ในทางเป็นจริง คงต้องยอมรับว่าในยุคก่อนการรัฐประหาร 2490 หรือก่อนหน้าที่จะมีคำพิพากษาบรรทัดฐานในปี 2495-2496 ความรู้หรือความคิดในเชิงปรัชญากฎหมายของไทยเราอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างรวนเร, อ่อนแอ ไม่มั่นคง และไม่มีลักษณะแพร่หลายมากนัก ส่วนนี้จะมองว่าเกี่ยวพันกับปัญหาความด้อยพัฒนาในด้าปรัชญากฎหมายของไทยก็คงไม่ผิดนัก อย่างไรก็ตาม ความรวนเรหรืออ่อนแอดังว่า ดูเหมือนออกจะตกหนักแก่ปรัชญากฎหมายแบบธรรมนิยม มากกว่าปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายของตะวันตกที่เริ่มแพร่หลายมาหลายสิบปีเช่นกัน แถลงการณ์ฉบับที่ 15 ของคณะรัฐประหาร 2490 ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มสำคัญของการก่ออิทธิพลสำคัญในทฤษฎีกฎหมายว่าด้วยการรัฐประหาร ก่อนที่จะยกระดับความชอบธรรมจนมีสถานภาพของการรับรองเชิงกฎหมายในคำพิพากษาฎีกาช่วงปี 2495-2496 แน่ละว่าโดยสถานะความศักดิ์สิทธิ์ในระดับหนึ่งของคำพิพากษาฎีกาทั่วไป กำเนิดแห่งคำพิพากษาฎีกาเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดอิทธิพลในด้านความเชื่อหรือการยอมรับหรือจำยอมต่อแนวคิดทางกฎหมายดังกล่าวในหมู่นักกฎหมายหรือประชาชนพอสมควร เราจะมองว่าเป็นจุดสูงสุดของปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในวัฒนธรรมกฎหมายของไทยหรือไม่ก็เป็นเรื่องน่าคิดอยู่ แม้กระนั้นหากจะสรุปให้เป็นเรื่องถึงขนาดเป็นการครอบงำอย่างหมดจดของปรัชญากฎหมายดังกล่าวก็ดูเป็นเรื่องรวบรัดเกินไป ประเด็นความรวนเรไม่เป็นเอกภาพในสถานะแห่งความคิดในเชิงปรัชญากฎหมายของไทย เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ เช่นเดียวกับข้อวิจารณ์ทฤษฎีคำสั่งคำบัญชาของรัฐาธิปัตย์ก็มีปรากฏมาตั้งแต่สมัยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ข้อสำคัญคำพิพากษาศาลฎีกาหลายต่อหลายเรื่องก็มิได้ยึดถ้อยคำอักษรกฎหมายโดยเคร่งครัด หากเพ่งเล็ง ถือสิ่งที่เป็นความยุติธรรมอันแท้จริงมากกว่า เราไม่ควรลืมเรื่องคำพิพากษาของกรรมการฎีกาที่ 455/121 ในคดีมรดกสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็เห็นคล้อยด้วยในประเด็นความยุติธรรม เช่นเดียวกับคำพิพากษาฎีกาบรรทัดฐานบางเรื่องในกฎหมายครอบครัว มรดกเกี่ยวกับเรื่องบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ศาลฎีกาก็ตัดสินโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในความเป็นจริงมากกว่าการยึดตามแบบแผนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด (ฎ. 1601/2492) ข้อสำคัญแม้ยุคหลังที่ระบอบปฏิวัติรัฐประหารเติบใหญ่มากขึ้น ก็ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับที่ตัดสินความในลักษณะปกป้องเยียวยาสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการคุกคามละเมิดสิทธิโดยประกาศคณะปฏิวัติบางฉบับ

คำอธิบายต่อการกำเนิดและสืบเนื่องของคำพิพากษาฎีกาบรรทัดฐานทีรับรองความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาถึงเหตุปัจจัยหลายๆประการประกอบกัน นอกเหนือจากเหตุปัจจัยด้านคาวมอ่อนแดรวนเรของปรัชญากฎหมายไทย ความด้อยพัฒนาด้านปรัชญากฎหมายของไทย หรืออิทธิพล (ในระดับหนึ่ง) ของปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่แทรกตัวเข้ามาเป็นคำตอบของการใช้อำนาจรัฐปฏิวัติในสถานการณ์ทีเป็นใจ เราอาจต้องมองเลยออกไปถึงบทบาทของนักกฎหมายหรือนักวิชาการทางกฎหมายที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายปฏิวัติ อันรวมทั้งปัญหาเรื่องจิตสำนึก, ค่านิยมหรือจรรยาบรรณในวิชาชีพนักกฎหมาย สถาบันการศึกษาหรือระบบค่านิยมโดยรวมของสังคมมีส่วนต้องรับผิดชอบในความล้มเหลวด้านการปลูกสร้างจิตสำนึกเพียงใด น่าคิดอยู่ หากถือว่าปรัชญากฎหมายไทยในยุคก่อน พ.ศ.2490 อยู่ในสภาพรวนเร, ไม่มั่นคง หรือไม่แพร่หลาย เหตุใดผู้ตัดสินคดีในคำพิพากษาฎีกาที่ 1153-115482495 จึงหยิบยกเอาแนวคิดระบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมายมาใช้เป็นเหตุผลรองรับ เบื้องหลังแถลงการณ์คณะรัฐประหาร 2490 มีนักกฎหมายท่านใดช่วยให้เหตุผล ทำไมผู้บันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 45/2496 จึงหยิบยกเอาแนวคิดหรือคำพิพากษาฎีกาของเยอรมันมาอ้างสนับสนุน ในลักษณะที่ดูไม่สอดคล้องกับแนวคิดของตนก่อนหน้านี้[7] ในประเด็นพิจารณาเหล่านี้มีลักษณะการศึกษาปัญหาในแง่ของ “พฤติกรรมนิยมเชิงตุลาการ” (Judicial Behaviourism) หรือ “นิติศาสตร์เชิงการเมือง” (Political Jurisprudence) นับเป็นแง่มุมการศึกษาที่สามารถนำไปสู่การตอบคำถามข้างต้นได้ หากคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าศาสตร์ในลักษณะนี้จะเติบโตหรือพัฒนาขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพในวงการนิติศาสตร์ไทย ในชั้นนี้เราเพียงกล่าวทิ้งไว้เพื่อเป็นข้อสังเกตให้ทำการศึกษาวิจัยต่อไป

อย่างไรก็ตามขณะที่เรายังไม่มีคำตอบอันเที่ยงตรงว่าแนวคิดหรือคำพิพากษาที่สนับสนุนอำนาจปฏิวัติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุผลใดกันแน่นับตั้งแต่ความเชื่อมั่นหรือความจำเป็นทางวิชาการ, คาวมเกรงกลัวต่ออำนาจในลักษณะลู่ตามลม (“เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็เงียบเสียง”) หรือการมุ่งหวังเอาใจผู้ถืออำนาจเพื่อผลแลกเปลี่ยนในเชิงลาภยศสรรเสริญ ข้อคิดหนึ่งที่ชวนให้รับฟังคือความจำเป็นที่ “ต้องปลดปล่อยให้หลักการนิติธรรมและอำนาจฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากอาณัติของเผด็จการทหาร” [8] ในฐานะเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเพื่อยกฐานะรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุดอันแท้จริงที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม แม้กรณีแนวตัดสินของศาลฎีกาอาจจะโน้มนำอยู่มากให้รู้สึกถึงความไม่เป็นอิสระของศาลจากระบบเผด็จการดังว่า กรณีก็มีเรื่องให้คิดเชิงเปรียบเทียบกับท่าทีของตุลาการต่อการใช้อำนาจปฏิวัติในกรณีอื่นที่ปรากฏในลักษณะตรงกันข้าม ดังมีผู้ตั้งข้อสังเกตต่อท่าทีของฝ่ายตุลาการที่ต่อต้าน “ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 299” (พ.ศ.2515) หรือ “กฎหมายโบว์ดำ” อย่างจริงจังเปิดเผยถึงขนาดมีการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงและเฉียบขาดโดยที่สาระของประกาศคณะปฏิวัตินั้นเป็นเรื่องกระทบต่อระบบการควบคุมบุคคลากรของฝ่ายตุลาการโดยเฉพาะ ข้อโต้แย้งที่สำคัญของฝ่ายตุลาการคือ “ประกาศฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่เหมาะสม เพราะทำให้ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเข้าควบคุมฝ่ายตุลาการอย่างไม่พึงกระทำในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย…” [9] การชุมนุมประท้วงที่รุนแรงเช่นนี้ มีผลให้คณะปฏิวัติต้องยกเลิกประกาศฯดังกล่าวอย่างรวดเร็วเพียง 2 สัปดาห์ต่อมา นับเป็นกรณีตัวอย่างของบทบาทตุลาการในการคัดค้าน “กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม” ได้สำเร็จทั้งๆที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีลักษณะ “น้ำเชี่ยวขวางเรือ” น่าสังเกตที่การคัดค้านกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรงเช่นนี้ของฝ่ายตุลาการกลับไม่ปรากฏต่อกฎหมายหรือประกาศคณะปฏิวัติที่ไม่เป็นธรรมฉบับอื่นๆ ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการคือฝ่ายตุลาการที่คัดค้านก็มิได้ปฏิเสธสภาพความ “เป็นกฎหมาย” ของประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวเสียทีเดียว

ความจริงแล้วประเด็นเรื่องสถานภาพแห่งการเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัตินับเป็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันอย่างมากหนึ่งในนิติปรัชญาของไทย ผู้เขียนเองคงไม่ลงรายละเอียดมากนัก เพราะเคยกล่าวไว้แล้วในงานเขียนชิ้นอื่น กล่าวโดยสรุป ก็มีทั้งฝ่ายที่ยอมรับและไม่ยอมรับสภาพความเป็นกฎหมายของประกาศของคณะปฏิวัติ ฝ่ายที่ยึดมั่นในปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายหรือผู้ที่ยอมรับในพลังอำนาจของฝ่ายปฏิวัติต่างก็ยืนยันว่าประกาศของคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์ ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่ยอมรับก็ใช้เหตุผลหลายหลากในการปฏิเสธโดยมีระดับการปฏิเสธความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติอยู่หลายชั้นหลายความเห็น นับเนื่องตั้งแต่

- การปฏิเสธความเป็นกฎหมายในประกาศของคณะปฏิวัติที่ไม่เป็นธรรมโดยสิ้นเชิง จากจุดยืนความคิดในเชิงอุดมคตินิยมหรือการอ้างหลักกฎหมายธรรมชาติ

- การยอมรับสภาพความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติอย่างมีเงื่อนไขในระหว่งที่ยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้ศาลเป็นผู้วางเงื่อนไข และให้ประกาศคณะปฏิวัติที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นมูลฐานสิ้นผลไป เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว

- การกำหนดให้ประกาศของคณะปฏิวัติมีศักดิ์เทียบเท่ากฎหมายเฉพาะกาลในสถานการณ์ปฏิวัติเท่านั้น โดยต้องหมดสภาพความเป็นกฎหมายทันที เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว

- การยอมรับความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติแต่ละฉบับเป็นกรณีๆไป โดยให้ศาลสถิตยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย บนพื้นฐานของการเคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือหลักนิติธรรม

ท่าทีที่มีต่อประกาศคณะปฏิวัติต่างๆข้างต้นย่อมจัดเป็นข้อเสนอทางความคิดที่น่าสนใจ หากประเด็นปัญหาจริงๆคงอยู่ทีว่าใครจะสามารถหรือกล้านำอาข้อเสนอนี้มาแปรสภาพเป็นข้อปฏิบัติที่ยอมรับกันได้ทั่วไป โดยเฉพาะฝ่ายที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ผุ้ก่อการฯถึงขนาดออกประกาศห้ามมิให้ศาลยุติธรรมเข้ามาพิจารณาตรวจสอบเรื่องความสมบูรณ์ถูกต้องของประกาศใดๆที่ออกโดยรัฐบาลทหาร, ออกประกาศให้คำพิพากษาของศาลที่ปฏิเสธความสมบูรณ์ของประกาศคณะปฏิวัติ ตกเป็นโมฆะ หรือมีกระทั่งออกประกาศยุบเลิกศาลยุติธรรมเป็นต้น ทางออกที่น่าสนใจหนึ่งคือการเสนอให้เป็นภาระหน้าที่ของรัฐสภาในการตราพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติเสียทันทีที่เกิดมีรัฐสภาขึ้นใหม่ โดยอ้างหลักที่ถือว่าประกาศคณะปฏิวัติมีผลบังคับเฉพาะกาลในระหว่างที่ยังมิได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หากก็น่าคิดอยู่มาก ว่ารัฐสภาที่เกิดใหม่ภายหลังสถานการณ์ปฏิวัติจะมีความกล้าหาญเป็นตัวของตัวเองมากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับเรื่องความเป็นเอกภาพของพรรคการเมืองต่างๆก็เป็นปัญหาใหญ่ในระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศคณะปฏิวัติที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมากภายใต้บริบททางการเมืองของไทยที่ยังไม่อาจตัดวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารให้สิ้นสูญได้ คำตอบของการแก้ไขปัญหาคงมิได้ยุติเพียงที่มิติการพิจารณาเชิงปรัชญากฎหมาย หากต้องกินความถึงการแก้ไขปัญหาเชิงระบบหรือโครงสร้างการเมืองโดยรวมด้วย แม้ในช่วงสถานการณ์ปกติ ที่มีสภาผู้แทนฯซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนและระบบการเมืองก็มีความมั่นคงในระดับหนึ่งในแง่ของการเป็นประชาธิปไตยที่สืบเนื่องมาเป็นระยะเวลานับ 10 ปี ก่อนหน้าการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีความพยายามอยู่หลายครั้งที่จะทำการสังคายนาทั้งเนื้อหาและรูปแบบของประกาศคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารใดๆก่อนหน้านี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่ท้ายสุดก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เพียงใด ภารกิจในการชำระสะสางมรดกทางอำนาจหรือกฎหมายของคณะรัฐประหารจึงคงตกหนักแก่นักกฎหมายและประชาชนที่รักความเป็นธรรมต่อไป  

เชิงอรรถ 

[1] นายสายหยุด แสงอุทัย, “ความคิดในทางกฎหมาย”, นิติสาส์น พฤษภาคม 2483, หน้า 203-222 ผู้เขียนอธิบายถึงแนวคิดทางปรัชญากฎหมายหลายๆแนวของตะวันตก นับตั้งแต่ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด (ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย), ความคิดในทางกฎหมายธรรมชาติ, ความคิดในทางกฎหมายที่อิสระ, ความคิดในทางกฎหมายที่อาศัยถ้อยคำ ความคิดในทางกฎหมายโดยคำนึงถึงประโยชน์ต่างๆ และความคิดในทางกฎหมายเป็นระเบียบๆไป

[2] เพิ่งอ้าง, หน้า 204 ความที่กฎหมายโบราณเป็นสิ่งหวงห้ามมิให้ราษฎรคัดลอกไปอ่านดู อีกทั้งมีความไม่แน่นอนในกฎหมายของรัฐ รวมถึงในยุคปฏิรูปกฎหมายใหม่ๆ ก็มีการยอมรับกฎหมายของอังกฤษมาใช้เหมือนเป็นกฎหมายไทย ผู้เขียนจึงสรุปว่า “ความคิดในทางกฎหมายของประเทศไทย ได้ถือว่ากฎหมายคือข้อบังคับซึ่งราษฎรเห็นจริงว่าเป็นกฎหมาย และกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรนี้ย่อมใช้คู่เคียงไปกับกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งรัฐาธิปัตย์ประกาศใช้ในรัฐ” (หน้า 205)

[3] เพิ่งอ้าง หน้า 209-210 (ความที่เน้นกระทำโดยผู้เขียนตำรา)

[4] อาทิ ในงานเขียนเรื่อง “ความคิดในทางกฎหมาย” ของ ดร.สายหยุด ที่เพิ่งอ้างถึงวิจารณ์ว่า “ความคิดในทางกฎหมายธรรมชาติไม่ถูกต้อง เพราะความจริงไม่มีข้อบังคับซึ่งเกิดจากเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของมนุษย์ กฎหมายธรรมชาตินั้นเป็นเหตุผลที่ยกขึ้นอ้างอิง เพื่อแก้ไขกฎหมายเก่าแก่ที่ล่วงพ้นสมัย และจำกัดการใช้อำนาจของผู้ทรงอำนาจในสมัยที่มีความคิดเช่นนั้นเท่านั้น แต่ข้อบังคับเช่นว่านี้ มิได้มีอยู่ตามความจำเป็นแต่ประการใด” (หน้า 211) หรือในงานเขียนของ ขุนประเสริฐศุภมาตรา …..

[5] แถลงการณ์ฉบับที่ 15 ของคณะรัฐประหาร 2490 มีความสำคัญตอนหนึ่ง ดังนี้“หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2490 ได้กล่าวถึงปัญหาในระหว่างที่เกิดรัฐประหาร กล่าวคือ การลาออกของรัฐบาลเก่าและการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีรัฐประหารทุกกรณี การกระทำรัฐประหารนั้นในขั้นแรกเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่เมื่อได้กระทำรัฐประหารสำเร็จจนผู้กระทำรัฐประหารได้เข้าครองอำนาจอันแท้จริงในรัฐแล้ว ผู้กระทำรัฐประหารก็เป็นรัฐาธิปัตย์มีอำนาจเลิกล้มรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่ได้ และอาจออกรัฐธรรมนูญและกฎหมายใหม่ได้ บรรดาการกระทำที่ได้เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่เดิมย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อไป…” อ้างใน เสน่ห์ จามริก, การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรนูญ, หน้า 268.

[6] ส.ศิวรักษ์, หกทศวรรษประชาธิปไตย ในทัศนะ ส.ศิวรักษ์ (กรุงเทพ: บริษัทธรรมสารการพิมพ์จำกัด, 2535), หน้า 66.

[7] ในแง่กรณีศึกษาขอให้ศึกาเปรียบเทียบพัฒนาการด้านความคิดทางปรัชญากฎหมายของ ดร.หยุด แสงอุทัย ในงานเขียนของ ดร.หยุดเอง ตั้งแต่เรื่อง “ความคิดในทางกฎหมาย” (นิติสาส์น, พฤษภาคม 2483), บันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 45/2496 และบทความเรื่อง “กฎหมายคืออะไร” (วารสารธรรมศาสตร์, แผนกสามัญ 1, ตุลาคม 2505, หน้า 820-831) บทความในปี 2483 ผู้เขียนได้วิพากษ์วิจารณ์ “ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด” หรือแนวคิดแบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย โดยกล่าวถึงผลร้ายของการยึดถือในความคิดดังกล่าวที่จะทำให้ “คำพิพากษาที่วินิจฉัยคดีผิดจากความรู้สึกของราษฎรอย่างมากมาย” พร้อมกับยืนยันว่า “ถ้ากฎหมายไม่ดี…ผู้พิพากษาควรจะร่วมมือกันช่วยให้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เป็นผลดี…ไม่ควรคิดเคร่งครัดกับกฎหมายจนเกินไป” ขณะที่บันทึกฯในปี 2496 ผู้เขียนได้หยิบยกเอาความคิดแบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมายมาสนับสนุนความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ ส่วนบทความในปี 2505 ผู้เขียนปฏิเสธความคิดที่เชื่อว่า มี “หลักแห่งความยุติธรรมนอกเหนือไปจากกฎหมาย” และยืนยันการใช้กฎหมายตามถ้อยคำอย่างเคร่งครัด “…ถ้าถ้อยคำของกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว และไม่ปรากฏเจตนารมย์เป็นอย่างอื่น การใช้กฎหมายตามถ้อยคำ และตามเจตนารมย์ของกฎหมายนั่นแหละคือความยุติธรรม”

[8] ในทรรศนะของเสน่ห์ จามริก การสร้างฐานะความเป็นกฎหมายสูงสุดที่ศักดิ์สิทธิ์ และยืนยงสถาพรในกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ต้องกระทำผ่านการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย 2 ประการ คือ 1.ต้องจัดการให้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน แทนที่จะถูกกำหนดหรือกำกับมาจากเบื้องบน และ 2.ต้องปล่อยให้หลักการนิติธรรมและอำนาจฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากอาณัติเผด็จการทหาร ความละเอียดปรากฏใน ศ.เสน่ห์ จามริก, “รัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” หนังสือ รพี 35 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (กรุงเทพ: บริษัทบพิธการพิมพ์, 2535), หน้า 32.

[9] อ้างใน เสน่ห์ จามริก, การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ, หน้า 278-279.

หมายเหตุ

คัดลอกมาจากบอร์ดฟ้าเดียวกัน ที่ http://www.sameskybooks.net/board/index.php?showtopic=6931 โพสต์โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ข้อความจากหนังสือ ปรัชญากฎหมายไทย (Thai Legal Philosophy), จรัญ โฆษณานันท์, สำนักพิพม์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2543 (ข้อความเหล่านี้ อยู่ระหว่างหน้า 417-432) ได้ตัดส่วนที่เป็นเชิงอรรถที่ไม่ใช่ หยุด, สุลักษณ์ และเสน่ห์ ออก และใส่ตัวเลขเชิงอรรถใหม่

แด่หยุด แสงอุทัย

April 4th, 2008

หยุด แสงอุทัย

หยุด แสงอุทัย

 วันที่ ๘ เมษายน ปีนี้ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาลของศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ผู้มีคุณูปการต่อวงการกฎหมายไทย

หยุด เกิดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๑ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนมัธยมโฆษิตสโมสร เนติบัณฑิตไทยจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สำเร็จปริญญาเอกกฎหมายขั้นเกียรตินิยมชั้นสูง (Magna Cumlaude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในอดีต เคยรับราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการร่างกฎหมาย จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๑ จึงเกษียณอายุราชการ นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นอีก เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายลักษณะต่างๆ แทบทุกลักษณะวิชาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงอื่นๆ ด้วย หยุดแต่งตำราทางกฎหมาย เขียนบทความทางกฎหมายและบันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาไว้เป็นจำนวนมาก หยุด ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

หยุดเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแทบทุกประเภท แต่ที่ได้การยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก คือ กฎหมายอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้หยุดยังเขียนตำราคลาสสิก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” ซึ่งปัจจุบันยังนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หยุดเข้าไปมีบทบาททางการเมืองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยตำแหน่งของหยุดแล้วก็เปรียบเสมือนเป็น “มือกฎหมาย” ของรัฐบาลนั่นเอง จากบทบาทดังกล่าว ส่งผลให้หยุดต้องรับวิบากกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html และ http://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

จากการศึกษาตำรากฎหมายของรัฐธรรมนูญของหยุด บทความ หรือคำอภิปรายต่างๆ เรายืนยันได้ว่า หยุด มีความคิดอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย คือ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้อำนาจทางการเมืองโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพื่อมิให้กษัตริย์ต้องรับผิด ตามคำกล่าวที่ว่า “The King Can Do No Wrong” จึงต้องมิให้กษัตริย์กระทำการใดๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นผู้กระทำอย่างแท้จริง

ดังปรากฏให้เห็น เช่น

“ในขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการวิพาษ์วิจารณ์การกระทำของพระมหากษัตริย์ในที่ชุมนุมสาธารณะหรือในทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฉะนั้นในทางรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำผิดมิได้ (The King Can Do No Wrong) แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐมนตรีหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระองค์” และ “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหาหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”(ในบทความชื่อ “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)(หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕. หน้า ๔๖-๔๗)

“ในเวลานี้ ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือน ไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้น อาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและรับสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้น ผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และจะทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง” และ “… ในกรณีที่ไม่ทรงเห็นด้วย ก็จะทรงทักท้วงตักเตือนให้เห็นภยันตรายของการดำเนินตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงทักท้วงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องประชุม ปรึกษาหารือกันใหม่ คณะรัฐมนตรีอาจยืนยันความเห็นเดิมก็ได้ และเมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันตามความเห็นเดิม พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงยอม เพราะคณะรัฐมนตรีต่างหากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…”

ผู้เขียนได้รับความรู้ทางกฎหมายจากตำราของหยุด และได้รับอิทธิพลทางความคิดของหยุดในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมาพอสมควร และเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาลของหยุด แสงอุทัย ผู้เขียนจึงขออนุญาตใช้พื้นที่ของฟ้าเดียวกันในการเผยแพร่บทความบางส่วนของผู้เขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นการอุทิศแด่ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ได้แก่

๑. พระราชอำนาจ การลงพระปรมาภิไธย และการสนองพระบรมราชโองการ
๒. พระราชดำรัสของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
๓. อะไรคือ ตัดสิน “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์”
๔. การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ในสวีเดน และการเพิ่มพระราชอำนาจกษัตริย์ในลิคเตนสไตน์
๕. กฎมณเฑียรบาลกับรัฐธรรมนูญ

อนึ่ง บทความเหล่านี้ เคยเผยแพร่ทางสื่อสาธารณะในหลายๆที่มาก่อน หากผู้ใดเคยอ่านมาแล้ว ผู้เขียนต้องขออภัยที่นำ “ของเก่า” มา “ขายใหม่” และหากจะก่อให้เกิดประโยชน์โภชผล ผู้เขียนขออุทิศให้แด่ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย

  

รวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์กรณีหยุด แสงอุทัยถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

หมายเหตุ
ผู้เขียนตัดตอนข่าวในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยที่มุ่งโจมตีหยุด แสงอุทัยกรณีถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อกระทบต่อไปยังจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเราจะได้ทบทวนสถานการณ์การนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาเป็นอาวุธทางการเมืองทิ่มแทงต่อกันในสมัยนั้น ซึ่งบังเอิญเหลือเกินว่าอาวุธเช่นว่า ก็ยังคงปรากฏให้เห็นในสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน

ข่าวหนังสือพิมพ์เหล่านี้อยู่ในบทความขนาดยาวมากซึ่งผู้เขียนค้นหาเจอในเว็บไซต์ บทความนี้ไม่ปรากฏชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่งหรือผู้เป็นเจ้าของบทความแต่อย่างใด คาดเดาว่าอาจอยู่ในหนังสือเล่าประวัติการเมืองไทยสักเล่มหนึ่ง แล้วมีผู้นำบางส่วนมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ผู้เขียนจึงต้องขออภัยผู้แต่งและผู้ค้นคว้าข้อมูลตัวจริงที่ไม่ได้แจ้งที่มาของข้อมูล เพราะผู้เขียนไม่ทราบแหล่งที่มาจริงๆ

เมื่ออ่านข่าวเหล่านี้จบแล้ว อาจฉุกคิดขึ้นได้ว่า แม้เหตุการณ์ผ่านไป ๕๐ ปีเศษ สื่อมวลชนที่นำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาใช้ทำลายศัตรูทางการเมือง ไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทยเลย

………………………………………

  

๑. ประชาธิปไตย วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ละเมิดพระมหากษัตริย์

 

เรื่องที่มีราษฎรร้องต่อตำรวจว่ามีผู้หมิ่นในหลวงเข้าแล้ว โดยบังอาจกล่าวคำวิพากษ์วิจารณ์พระราชดำรัสเรื่องจะเข้าในกฎหมายอาญาเป็นผิดหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะผู้กล่าววิพากษ์วิจารณ์เป็นข้าราชการประจำ เมื่อกระทำผิดรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทยในมาตราหนึ่ง “พระมหากษัตริย์ย่อมเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และเมื่อมีผู้ละเมิดขึ้นเช่นนี้ ผู้ละเมิดเป็นข้าราชการก็น่าจะได้มีการพิจารณาลงโทษ ปลดไล่ออกหรือด้วยประการใดๆตามวินัยไปก่อนโดยไม่ชักช้า ส่วนทางคดีอาญานั้น ทางตำรวจก็พิจารณาและดำเนินต่อไปทางโรงศาล

ข้อที่ว่าจะเป็นการละเมิดหรือไม่นั้น เราจำได้ว่าสมัยหนึ่ง จะเป็น พ.ศ. ๒๔๘๐ หรือ ๒๔๘๑ ไม่แน่ใจ ขณะนั้นพระยามานวราชเสวี ประธานสภา พระยาพหลฯเป็นนายกรัฐมนตรี และจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลครั้งนั้น ในหลวงได้มากระทำพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้มีดำรัสต่อสภา กล่าวถึงกิจการงานที่รัฐบาลได้ปฏิบัติในระหว่างเปิดสมัยประชุมในทางดีงามต่างๆ เมื่อสภาได้เปิดประชุมปรึกษาเป็นครั้งแรกในสมัยนั้น นายอรุณ แสงสว่างวัฒนะ ส.ส. นครสวรรค์ ได้เสนอญัตติให้เปิดอภิปรายกิจการงานที่รัฐบาลได้ปฏิบัติไปในสมัยเปิดประชุมนั้นว่าได้เป็นไปในทางดีงามต่างๆเหมือนกับที่รัฐบาลได้ไปกราบทูลในหลวง และในหลวงได้นำมาดำรัสเล่าให้สภาทราบนั้นหรือไม่ มีอภิปรายกันมาก ผู้สนใจคงจะค้นดูกันได้จากรายงานการประชุมสภา และจำได้ว่ารัฐบาลสมัยนั้นได้ค้าน ไม่ยอมให้มีการอภิปรายโดยให้เห็นว่าถ้ามีการอภิปรายก็จะต้องพาดพิงไปถึงกระแสพระราชดำรัสนั้น เมื่อมีการกล่าวพาดพิงถึงก็จะเป็นการละเมิดต่อพระมหากษัตริย์ผิดรัฐธรรมนูญ

ตามหลักฐานที่กล่าวมาแล้วนี้ แม้ในสภาซึ่งได้รับเอกสิทธิคุ้มครอง รัฐบาลอันประกอบด้วยจอมพล ป.พิบูลสงครามในครั้งนั้นยังเห็นว่าเป็นการละเมิด ก็สำมะหาอะไร ข้าราชการผู้ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากล่าววิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้จะไม่เป็นการละเมิด

ส่วนที่มีข่าวว่าได้มีการสับเปลี่ยนฉบับอันเป็นหลักฐานการพูดที่กรมประชาสัมพันธ์เสียนั้นก็ไม่ประหลาดอะไร ถ้ามีอำนาจในรัฐบาลนี้จะดำเนินการตรงไปตรงมา รู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบ ก็จะสอบสวนได้โดยไม่ลำบาก การกล่าวคำหมิ่นประมาทด้วยวาจาต่อคนที่ได้ยินเพียง ๓ – ๔ คน ก็ยังเข้าคุกเข้าตารางมาแล้วตั้งมากมาย ที่พูดทางวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาล คนได้ยินนับหมื่นนับแสน จะเอาแน่ว่าพูดอย่างไรไม่ได้เชียวหรือ ถ้ามีการสับเปลี่ยนต้นฉบับจริง ก็น่าจะมีการสอบสวนทางอาญาถึงผู้เกี่ยวข้องต่างๆที่พยายามทำลายหลักฐานได้อีกตั้งหลายกระทง

ถ้าจอมพล ป.ผู้ซึ่งกล่าวเสมอถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้คนใกล้ชิดของท่านทำผิดรัฐธรรมนูญได้ก็น่าจะเป็นที่อเน็จอนาถใจไม่น้อยเลย

๒. ประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ฉบับพิเศษ

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 

ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินพากันเศร้าสลดใจในพฤติกรรมของบุคลลผู้หนึ่งซึ่งได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชน กล่าวคือ เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา กระบอกเสียงของรัฐบาลได้กระจายเสียงออกอากาศภาคบทความของนายหยุด แสงอุทัย ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรมร่างกฎหมาย) สังกัดในสำนักคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าโดยได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทยว่า “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใด ที่เป็นปัญหาหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศโดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” และกล่าวคำอื่น ๆ อีกที่เพียรพยายามจะแสดงให้เกิดความเข้าใจกันว่าองค์พระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคือ “หุ่น” ที่รัฐบาลจะเชิดเท่านั้นเอง

กรณีเหตุที่ทำให้บรรยากาศเกี่ยวกับองค์พระประมุขของชาติ โดยมีบุคคลได้กระทำการดูหมิ่นขึ้นนั้นก็เนื่องด้วยที่ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานในวันกองทัพบกว่า “ให้ทหารรู้จักหน้าที่ในความเป็นทหาร ทหารไม่บังควรเล่นการเมือง” เป็นต้น

คำกล่าวด้วยความทะนงองอาจของบุคคลผู้หนึ่งครั้งนี้ เป็นการกล่าวถ้อยคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ และได้นำไปออกอากาศกระจายเสียงที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสำนักงานแถลงข่าวของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและบังคับบัญชากันในทางราชการนั้น บุคคลผู้นี้ได้สังกัดขึ้นตรงต่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย นับว่าเป็นสายบังคับบัญชางานขึ้นตรงโดยเฉพาะและบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ข้าราชการผู้น้อยชั้นถ่อยแต่เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ ซึ่งรัฐบาลคณะนี้ยกย่องถึงขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นที่ปรึกษาทั่วไปในทางกฎหมายประจำทำเนียบของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นการกล่าวถ้อยคำอันเป็นการดูหมิ่นด้วยความทะนงองอาจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ประมุขของชาติเช่นนี้ จึงอาจที่จะบิดเบือนเป็นอื่นไปได้ที่ว่าจะกล่าวขึ้นด้วยความโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ โดยเฉพาะรัฐบาลจะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

อนึ่ง เมื่อวันเสาร์ซึ่งมีเพรสคอนเฟอรเรนซ์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กล่าวชี้แจงแก้แทนนายหยุด แสงอุทัย ในคำกล่าวหานั้นว่า “ไม่มีผิด” และนายหยุด แสงอุทัย ก็ได้นำคำมากล่าวย้ำอีกว่า กษัตริย์อังกฤษนั้นไม่กระทำการใดๆที่ไม่มีรัฐมนตรีรับสนอง ซึ่งคำกล่าวลักษณะนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณากันดูเอาเองเถิด และก็ควรจะได้พิจารณากันให้ลึกซึ้งด้วยว่าข้าราชการในอังกฤษซึ่งอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับนายหยุด แสงอุทัยได้มีผู้แนะนำความอันเกี่ยวกับอังกฤษมากล่าวย้ำสั่งสอนพระราชาของเขาทำนองนี้บ้างหรือไม่

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๘ ได้บัญญัติไว้มีความว่า “ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระราชเทวีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันจำคุกไม่เกิน ๗ ปี และปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง”

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ได้มีเหตุการณ์ขึ้นเรื่องหนึ่งคือ ชายผู้หนึ่งจะนำหนังสือเข้าทูลเกล้าถวายฎีกาแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ บุคคลผู้นั้นได้ปาหนังสือตรงไปยังรถพระที่นั่ง แม้เหตุการณ์เพียงเท่านั้น เจ้าพนักงานฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองก็ได้จับคนผู้นั้นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและให้ศาลได้ลงโทษจำเลยผู้นั้นไปแล้วโดยให้จำคุก เมื่อได้นำเอากรณีดังกล่าวแล้ว มาเทียบกับพฤติการณ์แห่งความทะนงองอาจของนายหยุด แสงอุทัย ที่ได้กระทำขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคราวนี้เป็นการทะนงองอาจใหญ่ยิ่งกว่ากันหลายเท่านัก หากบุคคลที่ได้ขว้างปาเอกสารเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ แต่นายหยุด แสงอุทัยเป็นบุคคลพิเศษอยู่ในฐานะใกล้กับรัฐบาลคณะนี้ จึงยังไม่ปรากฎว่าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจได้ดำเนินการกับนายหยุด แสงอุทัยประการใดเลย ซึ่งคดีดังกล่าวนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจจะดำเนินการได้ทันทีไม่พักให้ต้องมีผู้นำความมาแจ้งและร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานนั้น คงไม่มีประเทศใดในโลกนี้เขาทำกันหรอกและก็ทำให้สงสัยว่าอาจจะเงียบกันต่อไป เพราะจอมพล ป. พิบูลสงครามได้แก้แทนเสียแล้วว่า “ไม่ผิด”

ทางที่ถูกต้องเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจจะต้องเข้าดำเนินการสอบสวนพิจารณาองค์การของรัฐบาลคือเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้ยอมให้นายหยุด แสงอุทัยนำข้อความไปอ่านออกอากาศกระจายเสียงโฆษณาต่อประชาชนทั้งประเทศนั้นว่า ได้มีความเห็นสอดคล้องต้องด้วยหรืออย่างไร กับเจ้าพนักงานสอบสวนจะต้องตั้งตนเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองเกรงกลัวผู้มีอำนาจบาทใหญ่ ต้องการกระทำการสอบสวนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายหยุด ด้วยว่าได้มีส่วนรู้เห็นเจตนาจงใจร่วมกับนายหยุด แสงอุทัยให้กระทำขึ้นเพื่อลบหลู่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เช่นนั้นด้วยหรือไม่

ประชาชนทั้งเมืองต่างเอาใจใส่กับเหตุการณ์ที่เกิดนี้โดยทั่วกัน และก็ใคร่จะได้ฟังคำปฏิบัติการของเจ้าพนักงานทุกฝ่ายว่ากระทำการกันฉันใด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้กระทำให้เป็นที่หวั่นไหวต่อจิตใจของพสกนิกรที่เคารพรักพระมหากษัตริย์อยู่โดยทั่วหน้าเพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัด

  

๓. ประชาธิปไตย วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ดร. หยุด แสงอุทัย ไปอาบน้ำมนต์ล้างซวยครางอ๋อยว่าหมอดูแล้วว่าจะซวย เตรียมไปพูดวันอื่นแต่ต้องการพูดแทน

 

ดร.หยุด แสงอุทัยต้องการให้พระรดน้ำมนต์ล้างซวยให้ ในกรณีที่เขียนบทความไปพูดทางวิทยุ จนกระทั่งถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงกับส.ส.ฝ่ายสนับสนุนต้องเสนอเรื่องให้ตำรวจจัดการในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดร.เยอรมันครวญว่า “……มันเป็นคราวซวยของผมเอง ก่อนเกิดเรื่องหมอดูได้ทำนายไว้แล้วทีเดียวว่า ผมกำลังเคราะห์ร้ายมากจะต้องรดน้ำมนต์ถึง ๗ วัดจึงจะหายซวย”

หลังจากที่นายสงวน ศิริสว่าง ส.ส.เชียงใหม่ได้ทำบันทึกยืนยันไปยังอธิบดีกรมตำรวจให้ดำเนินคดีกับดร.หยุด แสงอุทัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับที่ไปบรรยายบทความทางวิทยุกระจายเสียงเรื่องอำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย ตอน ๒ เมื่อคืนวันที่ ๗ เดือนนี้นั้น ซึ่งมีข้อความบางตอนเป็นการหมิ่นในหลวง และอธิบดีตำรวจก็ได้ส่งเรื่องให้แก่กองคดีวินิจฉัยเพื่อความแจ่มแจ้งต่อไปนั้น ดร.หยุด แสงอุทัยกล่าวว่า ถึงแม้ขณะนี้ผมก็ยังยืนยันว่าผมไม่ผิด ผมพูดตามหลักวิชาการ และเคยพูดแบบนี้ทางวิทยุกระจายเสียงมา ๗ ครั้งแล้ว เช่น ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันฉัตรมงคล มีข้อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรแต่คราวนี้กลับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปได้ก็ประหลาดเหมือนกัน

ดร.หยุด แสงอุทัย กล่าวต่อไป “ผมมันซวยจริงๆ ความจริงบทความเรื่องนี้ของผมตามรายการกระจายเสียงแล้วจะต้องพูดในวันที่ ๒๑ เดือนนี้ แต่บังเอิญคุณโอภาส ชัยนาม เจ้าหน้าที่ทางสาขาเนติธรรมเหมือนกันเขาจะพูดทางรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย แต่เขาเขียนไม่ทัน เขาก็เอารายการของผมเข้ามาแทน ถ้าหากผมไปพูดในรายการเดิมคือวันที่ ๒๑ เข้าใจว่าคงจะไม่มีเรื่อง แต่บังเอิญถึงคราวซวยของผม เลยได้จังหวะกันพอดี”

เกี่ยวกับที่มีข่าวว่าต้นฉบับที่แจกให้ครั้งหลังนี้อาจจะไม่ตรงกันกับวันที่อ่านทางวิทยุกระจายเสียงคืนนั้น ดร.หยุด บอกว่า “ผมไม่บ้าอย่างนั้นหรอก” ว่าแล้วก็จัดการล้วงต้นฉบับที่เขียนซึ่งมีการขีดฆ่าต่อเติมให้ดู “คุณตรวจดูซิว่าตรงกับที่แจกให้ไหม”

“ส่วนที่ว่าผมกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะฟ้องคุณสงวนและหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรื่องนี้นะหรือ ตราบใดที่ผมยังเป็นข้าราชการอยู่ ตราบนั้นผมจะไม่ฟ้องใครในฐานหมิ่นประมาทเลยเป็นอันขาด เพราะผมถือว่าใครทำดีทำชั่วคนเขารู้เอง สำหรับเรื่องที่ว่าผมหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ผมสู้เต็มที่ ผมก็เป็นคนที่รักในหลวงคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมรักพระองค์ท่าน ผมจึงไม่ต้องการให้ใครเอาในหลวงเป็นเครื่องมือ”

การที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีออกรับแทนในเพรสคอนเฟอร์เรนซ์เมื่อวันเสาร์นั้น ดร.หยุด ไม่ตอบโดยตรง แต่ซักตัวอย่างให้ฟังว่า “สมมุติว่าคุณเลี้ยงหมาไว้ตัวหนึ่ง มีคนเข้ามาเตะหมาของคุณ คุณเป็นเจ้าของคุณจะไม่ป้องกันหมาของคุณหรือ”

ดร.หยุด กล่าวในที่สุดว่า “เมื่อเช้านี้ ผมได้ให้ท่านมหาประจวบที่วัดมหาธาตุรดน้ำมนต์ให้แล้ว เพื่อจะได้หายซวยเสียที หรือจะเป็นเพราะความขลังของน้ำมนต์ก็ไม่รู้ที่ส่งคุณให้มาพบกับผม” กล่าวจบก็หัวเราะ

  

๔. ประชาธิปไตย วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ควงวิพากษ์วิจารณ์ ดร.หยุด ครื้นเครงจอมพลไปออกรับแทนก็ยิ่งผิดใหญ่ คนไปที่บ้านเจริญพรกันเปิงไปเลย

 

หลังจากที่ ดร.หยุด แสงอุทัย ถูกส.ส.สงวน ศิริสว่างแจ้งให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจจัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพล.ต.อ.เผ่า ได้ส่งบทความของดร.หยุด ให้กองคดีกรมตำรวจวินิจฉัย ในที่สุดกองคดีพิจารณาแล้วปรากฏว่าบทความของดร.หยุดไม่ผิดและไม่มีการหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดนั้น

จากการพบกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นว่า “ดร.หยุด เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญของรัฐบาลเสียเปล่ ถึงจะพูดถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ทำให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด ใครที่ได้ฟังวิทยุในคืนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง แล้วมันก็ใช้ได้ที่ไหน”

นายควงยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เหมือนอย่างครูเหมือนกัน ถึงแม้จะเก่งหรือวิเศษสักปานใด แต่สอนแล้วนักเรียนไม่เข้าใจ ครูคนนั้นก็ใช้ไม่ได้ อย่างดร.หยุด ที่จอมพล ป.คิดว่าเป็นนักกฎหมายที่เก่งและดีมาก แต่อย่าลืมนะว่าเป็นดีคนเดียว ไปอยู่ในหมู่คนบ้าก็กลายเป็นบ้าเหมือนกัน ไม่เชื่อใครก็ได้ไปหาลูกน้องหมอฝนที่หลังคาแดงปากคลองสานซิ พวกนั้นจะหาว่าบ้าทั้งนั้น และก็ดร.หยุด เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย อุตส่าห์เขียนมาอ่านให้คนฟังเข้าใจผิดกันทั้งเมืองก็แปลกเต็มทน”

เกี่ยวกับจอมพลที่เข้าข้าง ดร.หยุดโดยออกรับแทนในที่ประชุมหนังสือพิมพ์ นายควงกล่าวว่า “นั่นแหละจอมพลยิ่งผิดใหญ่ทีเดียว เพราะหากที่ดร.หยุดพูดไปเป็นการหมิ่นในหลวง และจอมพล ป.ก็เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป.ก็ผิดเต็มประตู แต่ถ้าดร.หยุด ไม่พูดหมิ่นในหลวง จอมพลเป็นคนอนุญาตให้พูด ทำให้คนเข้าใจผิดกันทั้งเมือง จอมพล ป.ก็ผิดอีก ไม่ใช่แต่เพียงหนังสือพิมพ์หรือ ส.ส.สงวนที่เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง คนอื่นๆทั้งที่มีสติปัญญาและไม่มีสติปัญญา เขาก็เข้าใจอย่างนั้นทั้งสิ้น ใคร ๆ ที่มาหาผมถามว่าคืนนั้นฟังวิทยุหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า เขาบอกว่าที่ดร.หยุดพูดนั้นหมิ่นพระมหากษัตริย์จริง ๆ แล้วก็ด่ากันเปิงไปหมด เขายังบอกต่อไปอีกว่าต้นฉบับที่แจกหนังสือพิมพ์วันนั้นไม่ตรงกับที่จ่ายทางวิทยุ เมื่อดร.หยุดพูดให้คนเข้าใจผิดกันหมดอย่างนี้ จะเลี่ยงได้ไหม?“ นายควงกล่าวในที่สุด

จุลสารสหาย ฉ.1 : ร่วมไว้อาลัยในความมืด

March 21st, 2008

sahaymag1.jpg

จุลสารสหาย ฉบับปฐมฤกษ์ : ร่วมไว้อาลัยในความมืด

 

เรื่องจากปก : เมื่อความมืดเข้าครอบงำสังคมไทย ก็ย่อมถึงเวลาไว้อาลัยปัญญา
ศิลป์สหาย : บทเพลง อันแฝงไว้ซึ่งการเสียดสี
ถึงสหายเยาวชน : ก่อนเจ้าจะเป็นปัญญาชน
ตามใจปากกาท่าน : คำรำพึงจากสหายคนหนึ่งแด่ “สหายปรีชา”
เกร็ดการเมือง : To Mourn, Or Not To Mourn?

ดาวน์โหลดที่นี่

Orientalism(book) : ลัทธิบูรพนิยม(หนังสือ) โดยเอ็ดวาร์ด ซาอิด

March 20th, 2008

แนะนำหนังสือ หลังอาณานิคมศึกษา เรื่อง Orientalism, Edward Said
Orientalism(book) : ลัทธิบูรพนิยม(หนังสือ) โดยเอ็ดวาร์ด ซาอิด
สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง
โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

Orientalism: Author Edward Said
Country United States, Language English, Subject(s) Postcolonial studies
Genre(s) Non-fiction. Publisher Vintage Books, Publication date 1978
ISBN ISBN 0-394-74067-X

00000bbb999701.jpg

งานชิ้นนี้ ใช้สารานุกรมวิกกีพิเดียเป็นหลักในการเรียบเรียง และได้มีการค้นคว้าเพิ่มเติมเชิงอรรถตามสมควร
เนื้อหาของบทเรียบเรียง กล่าวถึงหนังสือลัทธิบูรพนิยม ซึ่งได้แบ่งออกเป็น ๓ บท ประกอบด้วย
บทที่ ๑ ขอบเขตเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม (The Scope of Orientalism)
บทที่ ๒ โครงสร้างลัทธิบูรพนิยม และการรื้อโครงสร้างใหม่ (Orientalist Structures and Restructures)
บทที่ ๓ ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน (Orientalism Now)

นอกจากนี้ยังได้พูดถึงอิทธิพลของหนังสือเล่มดังกล่าวที่ส่งผลต่อหลังอาณานิคมศึกษาต่อมา
พร้อมวิจารณ์หนังสือเล่มนี้โดยผู้เชี่ยวชาญลัทธิบูรพนิยมหลายคน อาทิ Bernard Lewis,
George Landow, Robert Irwin ซึ่งนักวิจารณ์บางคนเห็นว่าเป็นหนังสือแนวตลาด
โดยพยายามย่อยปัญหาที่ซับซ้อนในตะวันออกกลางให้เป็นเรื่องง่ายๆ นอกจากนี้ ยังละเลยการ
อ้างถึงนักวิชาการอาหรับอื่นๆ ที่สำคัญหลายคน ด้วยเหตุนี้ ความบกพร่องทั้งหมดของของหนังสือ
จึงตกเป็นบาปและความรับผิดชอบของเอ็ดวาร์ด ซาอิด แต่เพียงผู้เดียว

หนังสือเรื่องลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1978 เขียนโดย เอ็ดวาร์ด ซาอิด
ถือเป็นหมุดหมายการเริ่มต้นของหลังอาณานิคมศึกษา (postcolonial studies) เนื้อหาภายในบทความนี้ประกอบด้วย

1. ภาพรวมเกี่ยวกับหนังสือลัทธิบูรพนิยม
2. ใจความโดยสรุปของหนังสือ

2.1 บทที่ 1 ขอบเขตเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม
2.2 บทที่ 2 โครงงสร้างลัทธิบูรพนิยม และการรื้อโครงสร้างใหม่
2.3 บทที่ 3 ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน

3. อิทธิพล
4. การวิจารณ์
หนังสืออ้างอิง

00000bbb999702.jpg

1. Overview : ภาพรวมเกี่ยวกับหนังสือลัทธิบูรพนิยม

หนังสือลัทธิบูรพนิยม(Orientalism)ของซาอิด เสนอว่า วาทกรรมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาทกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมอื่น เดิมทีเป็นไปในลักษณะอุดมคติ ด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ได้ให้ความเอาใจใส่เกี่ยวกับวาทกรรมทางประวัติศาสตร์ของเรื่องราวดังกล่าว ซึ่งจะต้องดำรงอยู่ในกรอบงานนั้นโดยเฉพาะ เพราะโครงสร้างทั้งหมดถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อลักษณะที่เป็นอุดมคติ. ซาอิดได้สร้างข้อถกเถียงของเขาในขอบเขตของลัทธิบูรพนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการศึกษาเชิงวิชาการและในเชิงวาทกรรมทางการเมือง รวมถึงวรรณกรรมรายรอบโลกอาหรับ, อิสลาม, และตะวันออกกลาง ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส และต่อมาในสหรัฐอเมริกา

สิ่งที่เอ็ดวาร์ด ซาอิด พยายามแสดงให้เห็นคือ วาทกรรมดังกล่าว อันที่จริง มันได้สร้างการแบ่งแยกอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะเป็นการสำรวจหรืออธิบาย ระหว่าง “ตะวันออก” กับ “ตะวันตก”. ด้วยการแบ่งแยกนี้ เขาได้ให้ตัวอย่างต่างๆ ตลอดทั้งเล่ม เกี่ยวกับการวางวัฒนธรรมตะวันตกเอาไว้ในฐานะที่อยู่เหนือกว่าวัฒนธรรมตะวันออก. ซาอิดเสนอว่า นี่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการเมืองการปกครอง เมื่อประเทศทั้งหลาย อย่างเช่น ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ พยายามที่จะทำให้ประเทศตะวันออกซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตกเป็นอาณานิคมโดยสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น อียิปต์, อินเดีย, อัลจีเรีย, และประเทศอื่นๆ

วาทกรรมดังกล่าวที่ดำรงอยู่รายรอบประเทศเหล่านั้น ได้รับการใส่ระหัส, ซาอิดกล่าว, โดยความเหนือกว่านั้นไม่จำเป็นต้องสะท้อนให้เห็นในความเป็นจริงต่างๆ ของประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย. เมื่อผู้คนในตะวันตกพยายามที่จะศึกษาตะวันออก โดยแบบแผนแล้ว พวกเขากระทำเช่นนนั้นโดยผ่านวาทกรรมที่ถูกเข้าระหัสเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุดังนั้น ซาอิดจึงกล่าวว่า การศึกษาพื้นที่บางแห่งที่เรียกว่า “ตะวันออก” และประชากรบางท้องถิ่นที่ถูกรู้จักในฐานะ “ชนชาวอาหรับ” จึงประสบกับความล้มเหลวเพราะไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญ หรือไตร่ตรองถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับอาณาบริเวณดังกล่าว อย่างที่เป็นอยู่ เช่นเดียวกันกับบางพื้นที่ของตะวันตก. ประเทศและผู้คนอื่นๆ ที่มีความแตกต่างออกไป ไม่ควรได้รับการมองเช่นเดียวกับวาทกรรมตะวันออกนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่การศึกษา “คนอื่น” (others)ด้วยภาพดังกล่าวโดยกมลสันดาน จึงเป็นหนึ่งในการศึกษาวัฒนธรรมที่ด้อยกว่า เมื่อมีการหยิบฉวยเอาวาทกรรมตะวันออกมาใช้เพื่ออธิบายมัน

2. Summary : ใจความโดยสรุปของหนังสือ

เอ็ดวาร์ด ซาอิด ได้สรุปผลงานของเขาว่า “ในความเห็นที่เป็นไปในเชิงโต้แย้งคือ ลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) โดยพื้นฐานแล้ว เป็นหลักทฤษฎีทางการเมืองที่มีเจตจำนงเหนือโลกตะวันออก เพราะตะวันออกอ่อนแอกว่าตะวันตก ซึ่งเป็นการมองข้ามความแตกต่างของตะวันออกในความอ่อนแอกว่าอันนั้น… ลัทธิบูรพนิยม ในฐานะเครื่องมือทางวัฒนธรรม ดังนั้น ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของความก้าวร้าว เป็นกิจกรรมที่มีการกำหนดเจตจำนงต่อความจริงและความรู้” (Orientalism, p. 204). เขายังเขียนต่อไปว่า…

“ประเด็นของผมทั้งหมดเกี่ยวกับระบบคิดนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องการแสดงออก หรือการเป็นตัวแทนที่ผิดพลาดเกี่ยวกับแก่นแท้ของตะวันออก – ซึ่งผมไม่เชื่อเช่นนั้น – แต่มันเป็นปฏิบัติการต่างๆ ในฐานะการเป็นตัวแทนที่กระทำกันอย่างปกติ เพื่อวัตถุประสงค์, เพื่อดำเนินตามนโยบายในการจัดฉากประวัติศาสตร์ขึ้นมาโดยเฉพาะ, ทั้งทางด้านสติปัญญา, และการเข้าไปจัดการทางเศรษฐกิจ” (p. 273).

โดยหลักการ การศึกษาวาทกรรมวรรณคดีในคริสตศตวรรษที่ 19 ได้รับอิทธิพลอย่างเข้มแข็งจากผลงานของบรรดานักคิดอย่าง Chomsky, Foucault และ Gramsci, ผลงานของซาอิด มีความผูกพันกับความจริงร่วมสมัยดังกล่าว และมีนัยชัดเจนเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองด้วย. บ่อยทีเดียว ลัทธิบูรพนิยม (Orientalism) ได้ถูกจัดชั้นไปเข้าพวกกับผลงานหลังสมัยใหม่และหลังอาณานิคม ที่ได้มีส่วนร่วมในข้อสงสัยในหลายๆ ระดับ เกี่ยวกับการเป็นตัวแทนในตัวของมันเอง (แม้ว่าไม่กี่เดือนที่เขาจะถึงแก่กรรม ซาอิดกล่าวว่า เขามองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นขนบจารีตของ “การวิจารณ์เชิงมนุษยศาสตร์” [humanistic critique] และเป็นเรื่องของยุคสว่างแห่งพุทธิปัญญา [the Enlightenment])

สำหรับหนังสือเรื่องลัทธิบูรพนิยม (Orientalism) ได้แบ่งออกเป็น 3 บทดังต่อไปนี้:

บทที่ 1 ขอบเขตเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม (The Scope of Orientalism)
บทที่ 2 โครงงสร้างลัทธิบูรพนิยม และการรื้อโครงสร้างใหม่ (Orientalist Structures and Restructures)
บทที่ 3 ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน (Orientalism Now)

บทที่ ๑ ขอบเขตเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม (The Scope of Orientalism)
ในส่วนแรก เอ็ดวาร์ด ซาอิด ได้วางกรอบข้อถกเถียงของตัวเขาด้วยการเตือนว่า อาจมีข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องบางอย่างขึ้นได้ เขากล่าวว่า มันไม่ได้รวมเอาการพูดถึงลัทธิบูรพนิยมรัสเซียนเข้ามาไว้ และได้กันเอาลัทธิบูรพนิยมเยอรมันออกไปด้วยการจงใจ ซึ่งเขาคิดว่ามันมีอดีตต่างออกไปอย่างชัดเจน (Said 1978: 2&4), และหวังว่าจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต.

ซาอิดยังเสนอว่า มิใช่วาทกรรมทางวิชาการทั้งหมดในตะวันตกต้องเป็นแนวคิดบูรพนิยมโดยเจตนาหรือตั้งใจ แต่จำนวนมากมักเป็นเช่นนั้น เขายังได้กล่าวต่อด้วยว่า วัฒนธรรมทั้งมวลมีมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับวัฒนธรรมอื่น ซึ่งอาจจะแปลกไปจากปกติ และในบางระดับไม่มีอันตรายใดๆ แต่ไม่ใช่ทัศนะเช่นนี้ที่เเขาโต้เถียงหรือคัดค้าน และเมื่อทัศนะอันนี้ได้ถูกนำไปใช้โดยวัฒนธรรมที่ครอบงำ อย่างกองทัพ หรือในทางเศรษฐกิจต่ออีกวัฒนธรรมหนึ่ง นั่นแหละที่มันสามารถจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในเชิงวิบัติหรือก่อให้เกิดความย่อยยับได้

ซาอิดได้ดึงคำวิจารณ์และข้อคิดเห็นเชิงประวัติศาสตร์ทั้งจากงานเขียนและคำพูด โดยชาวตะวันตกบางคน อย่างเช่น Arthur James Balfour, Napoleon, Chaucer, Shakespeare, Byron, Henry Kissinger, Dante และคนอื่นๆ มาประกอบ ซึ่งได้บรรยายภาพ “ตะวันออก” ในฐานะที่เป็นอื่น และด้อยกว่า. ภาพตัวแทนที่ดูคมคายชิ้นหนึ่งที่ซาอิดยกมา คือกวีบทหนึ่งโดย Victor Hugo เรื่อง “Lui” ที่เขียนให้กับกษัตริย์นโปเลียน:

ที่แม่น้ำไนล์ ข้าพเจ้าพบกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
อียิปต์ส่องสว่างด้วยกองเพลิงต่างๆ ในการปรากฏตัวขึ้นของพระองค์
วงวานจักรวรรดิของพระองค์ถือกำเนิดขึ้นในตะวันออก
ผู้ชนะ, ผู้มีความกระตือรือร้น, และการระเบิดที่สัมฤทธิผล
สิ่งมหัศจรรย์, พระองค์ทรงทำให้ผืนแผ่นดินแห่งความมหัศจรรย์งงงวย
บรรดาชีค ผู้นำศาสนาอาวุโสทั้งหลายต่างทำความเคารพคนหนุ่ม และประมุขที่สุขุมคัมภีรภาพ
ประชาชนต่างเกรงกลัวอาวุธต่างๆ ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน;
ความสูงส่ง, พระองค์ทรงปรากฏพระวรกายต่อหน้าชนเผ่าต่างๆ ที่น่าพิศวง
คล้ายดั่งศาสดามุฮัมหมัดของโลกตะวันตก (Orientalism pg. 83)

บทที่ ๒ โครงงสร้างลัทธิบูรพนิยม และการรื้อโครงสร้างใหม่
ในบทที่ 2 ซาอิดได้วางกรอบให้เห็นว่า วาทกรรมตะวันออกได้ถูกถ่ายทอดจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งอย่างไร และถูกถ่ายเทจากผู้นำทางการเมืองสู่นักประพันธ์อย่างไร เขาเสนอว่าวาทกรรมหรือคำอธิบายที่มีอำนาจนี้ ได้รับการสร้างขึ้นในฐานะที่เป็นรากฐานสำหรับการศึกษาต่อมาทั้งหมด (หรือส่วนใหญ่) และมันเป็นวาทกรรมที่ทรงพลังของชาวตะวันตก. เขาระบุว่า

“ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่อธิบายเรื่องนี้คือ

1. การแผ่ขยาย (expansion)
2. การเผชิญหน้าทางประวัติศาสตร์ (historical confrontation)
3. ความเห็นอกเห็นใจ (sympathy)
4. การจำแนกหมวดหมู่ (classification)

มันเป็นกระแสหรือแนวโน้มทางความคิดในคริสตศตวรรษที่ 18 ของการดำรงอยู่ทางด้านสติปัญญาและโครงสร้างสถาบัน โดยเฉพาะลัทธิบูรพนิยมจะต้องพึ่งพา”(120)

โดยการดึงข้อมูลจำนวนมากมาจากการสำรวจของชาวยุโรปในคริสตศตวรรษที่ 19 อย่างเช่น Sir Richard Francis Burton (*) และ Chateaubriand (**), ซาอิดเสนอว่า วาทกรรมใหม่อันนี้เกี่ยวกับตะวันออกได้รับการวางหรือกำหนดกรอบภายใต้เรื่องเก่าๆ เรื่องหนึ่ง นักประพันธ์และบรรดานักวิชาการทั้งหลาย อย่างเช่น Edward William Lane (***), ซึ่งใช้ชีวิตเพียงแค่ 2-3 ปีในอียิปต์ แต่ได้หวนกลับสู่ยุโรปด้วยหนังสือที่เขียนขึ้นอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเทศนั้น (เรื่อง Manners and Customs of the Modern Egyptians) ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้เผยแพร่และกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง มันถูกอ่านในฐานะที่เป็นความจริงทั่วทั้งทวีปยุโรป รวมถึงคนอย่าง Burton ซึ่งต่อมา ได้วางรากฐานการศึกษาของพวกเขาลงบนตะวันตกศึกษาก่อนหน้านั้นทั้งหมด

(*)Sir Richard Francis Burton KCMG FRGS (March 19, 1821 – October 20, 1890) was an English explorer, translator, writer, soldier, orientalist, ethnologist, linguist, poet, hypnotist, fencer and diplomat. He was known for his travels and explorations within Asia and Africa as well as his extraordinary knowledge of languages and cultures. According to one count, he spoke 29 European, Asian, and African languages.

(**)Francois-Rene, vicomte de Chateaubriand (September 4, 1768 – July 4, 1848) was a French writer, politician and diplomat. He is considered the founder of Romanticism in French literature.

(***)Edward William Lane (September 17, 1801, Hereford, England-August 10, 1876, Worthing, Sussex) was a noted scholar of the Arabic language and Arabic literature. He sailed to Egypt in 1825. While in Egypt, he devoted himself to the study of Arabic, Arabic literature, and Islam, observed Egyptian manners and customs, and adopted the dress and habits of an Egyptian man of learning.

He returned to England in 1828, with the draft of a travel book embellished with his own drawings. After many rejections, he finally found a publisher — however, rather than putting the book through the press in its original form, he insisted on revisiting Egypt in 1833 to check or expand his earlier observations. The resulting book, Manners and Customs of the Modern Egyptians, was published in 1836 and became a surprise best-seller.

บรรดานักเดินทางและนักวิชาการต่อๆ มาเกี่ยวกับตะวันออก พึ่งพาอาศัยวาทกรรมหรือคำอธิบายชุดนี้สำหรับการศึกษาของพวกเขา และด้วยวาทกรรมบูรพนิยมของชาวตะวันตกที่มีอยู่เกี่ยวกับตะวันออก ได้ถูกส่งต่อผ่านบรรดานักเขียนตะวันตกและนักการเมืองทั้งหลาย (ด้วยเหตุนี้ มันจึงได้ขยายไปทั่วทั้งยุโรป)

บทที่ ๓ ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน
บทนี้วางกรอบที่ลัทธิบูรพนิยมที่ดำเนินต่อมา นับจากกรอบประวัติศาสตร์ที่ซาอิดได้วางโครงเอาไว้ในบทก่อน หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในปี ค.ศ.1978 ดังนั้นมันจึงครอบคลุมสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ในช่วงวันดังกล่าวเท่านั้น ซาอิดเสนอว่า การค้นพบน้ำมันในคาบสมุทรอาราเบียน และการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการเมืองในระดับภูมิภาค จากอังกฤษและฝรั่งเศสไปสู่สหรัฐอเมริกา เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ได้ตัดแต่งรูปร่างและปรับทิศทางความคิดเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง. ซาอิดแสดงความคิดว่า จิตสำนึกอาณานิคมกับการรับรู้ต่างๆ ของคนอังกฤษและฝรั่งเศสเกี่ยวกับตะวันออก ได้ปรุงแต่งรูปร่างความสำนึกและทัศนคติของคนอเมริกันเกี่ยวกับภูมิภาคนี้เป็นอันมากด้วย

ในบทสุดท้ายนี้ ซาอิดระบุว่า ความเชื่อทั้งหลายเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยมได้ถูกตีความใหม่อีก โดยผู้คนจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งได้ไปอยู่ในตะวันตกเพื่อศึกษาต่อ ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยซาอุดิที่ไปศึกษายังสหรัฐฯ อาจหวนกลับมาสู่ซาอุดิ อาราเบีย ด้วยการตีความความคิดความเชื่อใหม่เกี่ยวกับตัวเขาเอง ซึ่งได้ถูกวางอยู่ภายในกรอบวาทกรรมลัทธิบูรพนิยมของตะวันตก

ในบทท้ายสุดนี้ ซาอิดได้นำเสนอข้อความทั้งหมดของเขาเกี่ยวกับวาทกรรมทางวัฒนธรรมว่า “คนๆ หนึ่งสามารถแสดงตนหรือเป็นตัวแทนวัฒนธรรมอื่นได้อย่างไร? อะไรคืออีกวัฒนธรรมหนึ่ง? ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง(หรือเชื้อชาติ, หรือประชากรพลเมืองที่ต่างไป) เป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริงหรือ หรือมันมักจะเกี่ยวพันกับการแสดงความยินดีและชื่นชมกับตนเองมากกว่า (เมื่อได้พูดถึงตัวเอง) หรือการแสดงความก้าวร้าวในฐานะการเป็นเจ้าบ้านกันแน่ (เมื่อพูดดถึงคนอื่น) ? (325).

ขณะเดียวกัน ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเกี่ยวกับหนังสือลัทธิบูรพนิยมเล่มนี้ของซาอิด ตัวผู้ประพันธ์เอง ยอมรับในจุดอ่อนข้อด้อยอีกครั้งในบททนี้ รวมทั้งในบทที่ 1 และในคำนำของเขา

อิทธิพล (Influence)

ลัทธิบูรพนิยม (Orientalism) แน่นอน เป็นผลงานหนังสือของเอ็ดวาร์ด ซาอิด ที่ทรงอิทธิพลอย่างสำคัญเล่มหนึ่ง และมันได้รับการแปลแล้ว อย่างน้อยที่สุด 36 ภาษา มันได้รับการเพ่งความสนใจไปที่ปัญหาข้อโต้แย้งจำนวนมาก ที่สำคัญมากก็คือกับ Bernard Lewis (*) (นักประวัติศาสตร์บูรพนิยม, นักวิจารณ์การเมือง, ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยพรินส์ตัน), ผลงานของเขาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในส่วนสุดท้ายของหนังสือ ในชื่อบทว่า “ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน: สถานการณ์ล่าสุด” (Orientalism Now: The Latest Phase)ในเดือนตุลาคม 2003 หนึ่งเดือนหลังจากการถึงแก่กรรมของซาอิด, เบอร์นาร์ด เลวิส ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์ Lebanese ว่า “บรรดานักวิจารณ์ซาอิดในหนังสือบูรพนิยม ต่างเห็นพ้องต้องกันกับผู้ที่ชื่นชมเขาว่า เขาได้มีอิทธิพลและส่งผลต่อการปฏิวัติทางด้านการศึกษาตะวันออกกลางคดี(Middle Eastern studies )แต่เพียงผู้เดียวในสหรัฐอเมริกา”. Lewis อ้างถึงนักวิจารณ์คนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า นับจากการตีพิมพ์หนังสือลัทธิบูรพนิยม “ตะวันออกกลางศึกษาในสหรัฐฯ ก็ได้ถูกยึดครองโดยกระบวนทัศน์หลังอาณานิคมศึกษาของซาอิดไปเลยทีเดียว”(Daily Star, ตุลาคม 20, 2003). กระทั่งบรรดาคนที่โต้แย้งเกี่ยวกับข้อสรุปต่างๆ ของหนังสือ ละวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นวิชาการ อย่าง George P. Landow แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ยังเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า”งานสำคัญชิ้นหนึ่ง” (**)(*)Bernard Lewis (born May 31, 1916 in London, England) is a British-American historian, Orientalist, and political commentator. He is the Cleveland E. Dodge Professor Emeritus of Near Eastern Studies at Princeton University. He specializes in the history of Islam and the interaction between Islam and the West, and is especially famous in academic circles for his works on the history of the Ottoman Empire. Lewis is a widely-read expert on the Middle East, and has been described as the West’s leading specialist on that region.

(**)George Landow is Professor of English and Art History at Brown University. He is one of the leading authorities on Victorian literature, art, and culture, as well as a pioneer in criticism and theory of Electronic literature, hypertext and hypermedia. He is also the founder and current webmaster of The Victorian Web, The Contemporary, Postcolonial, & Postimperial Literature in English web, and The Cyberspace, Hypertext, & Critical Theory web.

แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือเรื่องลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) ไม่ได้เป็นหนังสือเล่มแรกที่เสนอคำวิจารณ์เกี่ยวกับความรู้ตะวันตกในเรื่องของตะวันออก และเกี่ยวกับนักวิชาการตะวันตก: ‘Abd-al-Rahman al Jabarti, นักบันทึกเหตุการณ์ชาวอียิปต์ และพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์การรุกรานอียิปต์ของพระเจ้านโปเลียน ในปี ค.ศ. 1798 เป็นตัวอย่าง ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า การสำรวจดังกล่าวได้กลายเป็นญานวิทยา(ทฤษฎีความรู้) อย่างรวดเร็ว เท่าๆ กันกับการมีชัยชนะของกองทัพ. กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ (1963, 1969 & 1987) งานเขียนและงานวิจัยของ V.G. Kiernan, Bernard S. Cohn และ Anwar Abdel Malek ได้สืบสาวร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างการปกครองของชาวยุโรป กับการเสนอภาพแทนต่างๆ

ลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) อย่างไรก็ตาม ถือเป็นผลงานที่ได้ให้รายละเอียดและมีอิทธิพลต่อการศึกษาเรื่องราวของตะวันออก เพราะดังที่ Talal Asad ได้ให้เหตุผลว่า มันไม่เพียงเป็นบันทึกรายการเกี่ยวกับอคติต่างๆ ของตะวันตกชิ้นหนึ่งเท่านั้น ในการเสนอภาพแทนที่ผิดพลาดเกี่ยวกับโลกอาหรับและโลกมุสลิม แต่มันยังเป็นการสืบสวนและวิเคราะห์ไปถึงโครงสร้างหลักฐานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับวาทกรรมตะวันออก – ซึ่งมีลักษณะปิด, มีการใช้หลักฐานส่วนตัว, ใช้การยืนยันของตนเองเกี่ยวกับวาทกรรมที่แตกต่าง ซึ่งได้ผลิตซ้ำ(ครั้งแล้วครั้งเล่า) โดยผ่านตำราทางวิชาการ, บทบรรยายเชิงการท่องเที่ยว, งานเขียนต่างๆ ที่เป็นไปในลักษณะจินตนาการ, และรวมถึงสุภาษิต ข้อคิดความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของผู้คนทั้งชายหญิง. อันที่จริง หนังสือดังกล่าวได้อรรถาธิบายว่า ภาพอันดูศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับตะวันออกมันมีลักษณะเคร่งครัดแบบจารีต อันมิได้ผูกพันกับโลก และชุ่มโชกไปด้วยความลี้ลับของต้นฉบับตัวเขียนและภาษาต่างประเทศ ซึ่งได้เข้ายึดครองความหม่นมืด ในฐานะเรื่องราวอันมืดมัวเคลือบคลุมของการปกครองและครอบงำ ซึ่งปัจจุบันได้สร้างฉากหนุนเสริมของความมีแก่นสารและมีอำนาจในความเป็นวิชาการขึ้นมา

การวิจารณ์ (Criticism)

ในหนังสือของ Robert Irwin นักประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร เรื่อง Dangerous Knowledge (ความรู้ที่อันตราย), เขาได้วิจารณ์บทสรุปของซาอิดว่า ตลอดประวัติศาสตร์ของยุโรป “ชนยุโรปทุกคน ในสิ่งที่เขาอาจพูดเกี่ยวกับตะวันออก เป็นเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ, เรื่องของจักรวรรดินิยม, และเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องการยึดถือศูนย์กลางชาติพันธุ์หนึ่งเอาไว้โดยเฉพาะ(ethnocentric)”. Irwin ได้ชี้ออกมาว่า นานมาแล้วก่อนหน้าความคิดความเชื่ออย่างลัทธิโลกที่สาม(third-worldism)(*) และลัทธิหลังอาณานิคม(post-colonialism)ได้เข้ามาสู่แวดวงวิชาการ, บรรดานักบูรพนิยมต่างมีข้อผูกพันในการเป็นทนายแก้ต่าง หรือให้การสนับสนุนมูลเหตุอันเป็นชนวนทางการเมืองในโลกอาหรับและอิสลาม

(*) Third-worldism is a tendency within left wing political thought to regard the division between developed, classically liberal nations and developing, or “third world” ones as of primary political importance. Third-worldism tends to involve support for Third World nation states or national liberation movements against Western nations or their proxies in conflicts where the particular Third World state or movement. The thought behind this view is often that contemporary capitalism can be characterised principally as imperialism. Hence, third-worldists say, resistance to capitalism must principally be resistance to the predations of advanced capitalist nations upon others.

Goldziher (*) ได้ให้การหนุนหลัง Urabi (**) ทำการปฏิวัติเพื่อต่อต้านการควบคุมอียิปต์ของชาวต่างชาติ. นักวิชาการอิหร่านศึกษา Edward Granville Browne แห่ง Cambridge กลายเป็นหนึ่งในนักล็อบบี้เพื่ออิสรภาพของเปอร์เชีย ช่วงปฏิวัติรัฐธรรมนูญของอิหร่านในราวต้นคริสตศตวรรษที่ 20. เจ้าชาย Leone Caetani, นักวิชาการอิสลามศึกษาชาวอิตาลี คัดค้านการยึดครองของประเทศตนต่อลิเบีย ซึ่งผลจากการนี้ พระองค์จึงได้รับการขนานนามว่า “เตอร์ก”. และ Massignon (***) อาจเป็นคนแรกของชาวฝรั่งเศสที่ให้การสนับสนุนการก่อเกิดขึ้นของ”อาหรับปาเลสติเนียน”

(*)Ignac (Yitzhaq Yehuda) Goldziher (June 22, 1850 – November 13, 1921), was a Hungarian orientalist and is widely considered among the founders of modern Islamic studies in Europe.

(**) Colonel Ahmed Orabi or Ahmed Urabi (April 1, 1841 – September 21, 1911), was an Egyptian army officer and later an army general who revolted against the khedive and European domination of Egypt in 1879 in what has become known as the Urabi Revolt.

(***) Louis Massignon (July 25, 1883-October 31, 1962) was a French scholar of Islam and its history. Although a Catholic himself, he tried to understand Islam from within and thus had a great influence on the way Islam was seen in the West; among other things, he paved the way for a greater openness inside the Catholic Church towards Islam as it was documented in the pastoral Vatican II declaration Nostra Aetate.

George P. Landow เป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์อังกฤษและประวัติศาสตร์ศิลป์แห่งมหาวิทยาลัย Brown สหรัฐอเมริกา. ตามความคิดของ Landow, หนังสือเรื่องลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) แน่นอน มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อทฤษฎีหลังอาณานิคม นับจากที่มันได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1978 เป็นต้นมา แต่อย่างไรก็ตาม มีคำถามมากมายผุดขึ้นจากถ้อยแถลงต่างๆ ของซาอิด. นอกจากนี้ Landow, ยังตรวจสอบค้นหาการขาดความเป็นวิชาการของซาอิด และตำหนิซาอิดในการเพิกเฉยต่อประเทศเอเชียอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหรับ, ลัทธิจักรวรรดินิยมที่ไม่ใช่ตะวันตก, รวมไปถึงความคิดต่างๆ เกี่ยวกับลัทธิอัสดงคต(the occidentalist ideas) ที่ดกดื่นมีอยู่อย่างหนาแน่นในตะวันออกเกี่ยวกับเรื่องตะวันตก, ทั้งนี้ยังรวมไปถึงประเด็นปัญหาเพศสภาพในหนังสือลัทธิบูรพนิยม(Orientalism)ด้วย

Landow ยังทำการตรวจสอบการเพ่งความสนใจลงไปที่เรื่องการเมืองของหนังสือเล่มนี้ด้วย ซึ่งเขาคิดว่าเป็นอันตรายต่อนักศึกษาทางด้านวรรณคดี จากการที่มันน้อมนำไปสู่การศึกษาเรื่องการเมืองในวรรณคดี ซึ่งอันที่จริงแล้ว นักศึกษาควรให้ความสนใจของพวกเขาไปกับประเด็นปัญหาทางปรัชญา, ทางวาทศิลป์ และเรื่องของการประพันธ์มากกว่า. Landow ชี้ออกมาว่า ข้อถกเถียงในเชิงเหตุผลของซาอิด ถูกทำขึ้นมาโดยการให้ความเอาใจใส่เพียงเรื่องของตะวันออกกลางเท่านั้น โดยไม่ให้ความใส่ใจต่อจีน, ญี่ปุ่น, และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย

ขณะที่ซาอิดได้วิพากษ์วิจารณ์การทำให้ตะวันออกเป็นเนื้อเดียวกันหรือเหมือนกันกับตะวันตก ตัวเขาเองก็พูดคลุมๆ ในลักษณะทั่วๆ ไปเกี่ยวกับ”ตะวันออก” โดยจำกัดข้อถกเถียงของตนอยู่กับภูมิภาคหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น. ยิ่งไปกว่านั้น Landow ยังกล่าวต่อไปว่า ซาอิดล้มเหลวที่จะจับเอาสาระสำคัญเกี่ยวกับตะวันออกกลาง มีไม่น้อยที่ซาอิดได้มองข้ามหรือเพิกเฉยต่อผลงานชิ้นสำคัญๆ โดยบรรดานักวิชาการอียิปต์และอาหรับต่างๆ. นอกจากนั้น ซาอิดยังขัดสนในความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุโรป และลัทธิจักรวรรดินิยมที่ไม่ใช่ตะวันตก

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นคำวิจารณ์ของ Landow คือ ซาอิด เฝ้ามองแต่อิทธิพลของตะวันตกที่มีต่อตะวันออกผ่านลัทธิอาณานิคมเท่านั้น, ซึ่ง Landow ได้ให้เหตุผลว่า อิทธิพลเหล่านี้มิใช่เป็นไปในทิศทางเดียวเสมอไป อันที่จริงมันเป็นการแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม และนั่นคือสิ่งที่ซาอิดละเลยที่จะพิจารณา หรือคำนึงถึงสังคมอื่น หรือปัจจัยองค์ประกอบต่างๆ ในตะวันออก

Landow ยังวิจารณ์ข้ออ้างทั้งหลายของซาอิดด้วยที่ว่า นักวิชาการชาวยุโรปหรืออเมริกันทั้งหมดพยายามที่จะรู้จักกับตะวันออก แต่อันที่จริงแล้วตามทัศนะของเขา สิ่งที่นักวิชาการเหล่านี้ทำ เท่าที่ปรากฏคือ การสร้างการกดขี่เท่านั้น. ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในข้ออ้างที่เป็นหลักสำคัญของ Landow คือ ซาอิดไม่ยินยอมให้ทัศนะของนักวิชาการอื่นๆ เด่นขึ้นมาในการวิเคราะห์ของเขา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อ “บาปทางวิชาการอันยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว” (the greatest single scholarly sin) ในหนังสือลัทธิบูรพนิยม(Orientalism)นี้

ส่วนนักวิจารณ์คนอื่นๆ ได้พูดถึงเบื้องหลัง-ชีวประวัติของซาอิด เมื่อพิจารณาถึงประเด็นเกี่ยวกับทัศนะและความสามารถของเขาในการประเมินความสมดุลทางวิชาการเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม. เอ็ดวาร์ด ซาอิดถือกำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ที่อยู่ในอาณัติของอังกฤษในครอบครัวผู้มีฐานะมั่งคั่ง ซึ่งได้ส่งเขาไปเรียนที่โรงเรียน Anglican school of St George ในกรุงเยรูซาเร็ม ถัดจากนั้นเขาได้ศึกษาต่อที่วิทยาลัยวิคตอเรีย ในกรุงไคโร ซึ่งซาอิดเองอ้างว่า ได้รับการออกแบบขึ้นมาโดยสหราชอาณาจักรเพื่อบ่มเพาะและให้การศึกษาแก่ชนอาหรับรุ่นหนึ่ง โดยมีความผูกพันอย่างเป็นธรรมชาติกับอังกฤษ. หลังจากเล่าเรียนที่วิทยาลัยวิคตอเรียเขาได้เดินทางไปอยู่ในอเมริกาเมื่อตอนอายุ 15 ปี และจากนั้นได้ศึกษาต่ออีกหลายสถาบันมาก นักวิจารณ์หลายคนอ้างถึงเรื่องราวเหล่านี้เพื่อที่จะวางเขาเอาไว้นอกประเด็นปัญหาที่เขาเขียนในหนังสือของเขา. เอ็ดวาร์ด ซาอิด ได้รับการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนพิเศษที่ถือเป็นข้อยกเว้น จากมุมมองทางการเงินที่ได้รับการอุดหนุนโดยพ่อของเขา ผู้ซึ่งซาอิดอธิบายว่า “เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ และไม่พูดไม่จา” ในหนังสือของเขาเรื่อง “Out of Place” (1999).

การอบรมเลี้ยงดูดังกล่าว ได้กำหนดบุคลิกของซาอิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้ก่อรูปความสนใจและความใส่ใจเรื่องราวหลายๆ ประเด็นลงในหนังสือของเขา และได้พรรณาถึงลัทธิบูรพนิยมในฐานะสิ่งอำนวยความสะดวกต่อสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ในการปฏิบัติภารกิจของคนขาวซึ่งต้องแบกรับโลกอาหรับเอาไว้. Bernard Lewis, ในงานตีพิมพ์ของเขาเรื่อง Islam and the West, ได้เน้นสิ่งที่เขาพิจารณาว่าเป็นความผิดพลาดมากมายทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และจริยธรรมและการละเลยเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ของซาอิด และยังเน้นถึงเสียงกระซิบกระซาบทางการเมืองด้วย. Lewis ได้ยกตัวอย่างถึงงานพิมพ์เผยแพร่ต่างๆ ของบรรดาผู้ปกครองของจักรวรรดินิยม ที่อ้างว่าเป็นงานวิชาการเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยมเพื่อวาดภาพสมมุติฐานต่างๆ ของซาอิด. นอกจากนี้ Lewis ยังวิจารณ์ต่อเกี่ยวกับข้อสรุปที่ว่า ทำไมเขาจึงรู้สึกว่าผลงานของซาอิดจึงเป็นที่นิยมกันมาก…

“อย่างที่ทุกคนซึ่งอ่านงานแบบผ่านๆ ในร้านหนังสือตามมหาวิทยาลัยรู้ๆ กันคือ มันเป็นงานตลาด และเป็นเรื่องราวที่ทำให้ง่ายลงเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อน” นอกจากนี้ยังมีบางประเด็นที่ Lewis ยกมากอ้างในงานวิจารณ์ของเขา คือ:

- การโดดเดี่ยวอาหรับศึกษา จากบริบททางประวัติศาสตร์และปรัชญา (ทั้งนี้เพราะ ซาอิดกำหนดวันเวลาพัฒนาการหลักๆ ของอาหรับศึกษาในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส และกำหนดวันเวลาหลังจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แผ่ขยายอิทธิพลของตนออกไป)

- การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ของซาอิด เพื่อทำให้มันเข้ากับข้อสรุปของเขา (ยกตัวอย่างเช่น เขาอ้างว่า สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ครอบงำเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกจากประมาณปลายคริสตศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวบรรดาพ่อค้าและนักเดินทางอังกฤษและฝรั่งเศสที่จะสามารถไปเยี่ยมเยือนดินแดนอาหรับได้ ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของสุลต่านเท่านั้น) (p 190)

- ชนชั้นนำจำนวนมากเกี่ยวกับอาหรับศึกษา และอิสลามศึกษาชาวอังกฤษและฝรั่งเศส ผู้ซึ่งเปิดตัวว่าเป็นผู้มีความสนใจในเรื่องราวดังกล่าวอย่างเด่นชัด ไม่ได้รับการกล่าวถึงเลย ยกตัวอย่างเช่น Claude Cahen (*), Henri Corbin (**), Marius Canard เป็นต้น

- การไม่ให้ความสนใจของซาอิดเกี่ยวกับนักวิชาการเชื้อสายอาหรับ และงานเขียนอื่นๆ

(*)Claude Cahen (1909 – 1991) was a French orientalist. He specialized in the studies of the Islamic Middle Ages, Muslim sources about the Crusades, and social history of the medieval Islamic society (works on Futuwa orders). Claude Cahen was born to a French Jewish family. Cahen was married and had six children, including the historian Michel Cahen who wrote a biography of his father. Cahen was a member of the French Communist Party from the 1930s until 1960, and remained an active Marxist afterwards. Despite his origins, he neither self-identified as Jewish, nor supported the State of Israel.

(**)Henry Corbin (14 April 1903 – October 7, 1978) was a philosopher, theologian and professor of Islamic Studies at the Sorbonne in Paris, France.

Lewis และนักวิจารณ์อีกหลายคนเกี่ยวกับผลงานของซาอิด รู้สึกว่า การละเลยและความไม่ถูกต้อง คือความพยายามอันหนึ่งโดยผู้เขียน เพื่อจะถ่ายทอดท่าทีหรือทัศนคติของตนเอง และความรู้สึกต่างๆ เกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม ในฐานะงานศึกษาทางวิชาการเพื่อเสริมฐานรากความเชื่อและมูลเหตุต่างๆ ที่เป็นส่วนตัวมากเกินไป

หนังสืออ้างอิง (References)

1. Prakash, G (Oct., 1995) “Orientalism Now” History and Theory, Vol. 34, No. 3, p 200.
2. Prakash, G (Oct., 1995) “Orientalism Now” History and Theory , Vol. 34, No. 3, p 200.
3. Asad, T (1980)English Historical Review p648
4. Asad, T (1980)English Historical Review p648
5. Prakash, G (Oct., 1995) “Orientalism Now” History and Theory , Vol. 34, No. 3, pp. 199-200.
6. Dangerous Knowledge by Robert Irwin Martin Kramer reviewing Dangerous Knowledge.
7. Landow, George P. ” Edward W. Said’s Orientalism.” Political Discourse – Theories of Colonialism and Postcolonialism.

สำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องลัทธิบูรพนิยมเพิ่ม สามารถหาอ่านหัวข้อดังต่อไปนี้ในสารานุกรมวิกกิพีเดีย

- Postcolonialism
- Michel Foucault
- Robert Graham Irwin
- Subaltern
- Gayatri Chakravorty Spivak
- Occidentalism

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๕๑๑
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๑
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๒.๕ หน้ากระดาษ A4)

ตำรับแห่งกามารมณ์และความหลงลืม

March 7th, 2008

jumloeirak.jpg

เวบไซต์จำเลยรัก

ถ้าใครชอบดูทีวีคงรู้ว่าละครเรื่อง “จำเลยรัก” จบไปด้วยเรตติ้งกระฉูด ทั้งๆ ที่ละครเรื่องนี้สร้างมาไม่รู้กี่ครั้ง เนื้อเรื่องมันก็คล้ายๆ ละครไทยหลายเรื่องที่มีบางคนนิยามว่าเป็นละครประเภท “ตบจูบๆ” ทำนอง “ปล้ำกันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง” ดูไปกี่เรื่องก็คล้ายๆ กันหมด “จำเลยรัก” จะโดดเด่นอยู่บ้าง ก็ตรงอาศัยความสวยน่ารักของน้องแอ๊ฟนี่แหละ

สิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยเขียนบทความ 3 ชิ้นลงในนิตยสาร สีสัน สามบทความนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการดูละครไทยอยู่พักหนึ่ง โดยวิเคราะห์แก่นเรื่องหลักของละครไทยที่มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน นั่นคือ พระเอกนางเอกถูกนิยามหรือกำหนดด้วย “สถานะ” มากกว่า “ความดี” (แม้ในละครในพูดปาว ๆ เป็นตรงกันข้าม แต่ในพฤติกรรมที่แสดงออกจริงในละครหาได้เป็นเช่นนั้นไม่) กามารมณ์ที่แอบแฝงในละคร และการเชิดชู “ภาวะแห่งการหลงลืม” ในละครไทย

เนื่องจากต้นฉบับที่เคยมีมันหายไปกับน้ำท่วมหาดใหญ่ตอนสิ้นศตวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับแรงบันดาลใจที่ได้ดูบางตอนของ “จำเลยรัก” ก็เลยขอเอาประเด็นเรื่องกามารมณ์และความหลงลืมมาเล่าซ้ำเสียหน่อย เพื่อเป็นการโหมโรงเปิดบล็อกของผู้เขียนใน “ฟ้าเดียวกันออนไลน์”

ละครไทยทางโทรทัศน์จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อย มักมีแนวเรื่องลักษณะเดียวกัน นั่นคือ พระเอกกับนางเอกไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กล่าวคือ เป็นคน “แปลกหน้า” ต่อกัน รวมถึงอาจถึงขั้น “ไม่ชอบขี้หน้า” กันด้วย จากนั้นก็ต้องมีเหตุ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล) ให้พระเอกกับนางเอกต้องมาอยู่ร่วมกันอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก (ความไม่เต็มใจมักอยู่ฝ่ายนางเอกมากกว่า) ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกย่าทวดบังคับให้แต่งงานกัน หรือนางเอกต้องเข้าไปทำงานในบ้านพระเอก หรือนางเอกถูกพระเอกฉุดมา ฯลฯ ก็ตามแต่ แล้วละครก็ดำเนินเนื้อเรื่องไป โดยให้พระเอกนางเอกไม่ชอบหน้ากันหรือเข้าใจผิดกัน แต่ก็มีการแตะเนื้อต้องตัวมากบ้างน้อยบ้างไปจนถึงมีเพศสัมพันธ์ (ส่วนใหญ่ด้วยความไม่เต็มใจของฝ่ายหญิง) จนกระทั่งไปลงเอยด้วยความรักชื่นมื่นในตอนท้าย เป็นอันว่าจบบริบูรณ์ตามละครสไตล์ “ตบจูบ” ทั้งหลาย

ละครประเภทนี้กี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน สร้างกี่ครั้งคนก็ยังชอบดู เพราะอะไร? เพราะมันมีกามารมณ์แอบแฝงอยู่ในละครประเภทนี้ อย่างที่เรารู้กันว่า กามารมณ์มักเป็นจุดขายทางการตลาดที่ดี ไม่เชื่อลองนับโฆษณาในทีวีดูสิว่า มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้กามารมณ์มาเป็นส่วนประกอบในการขายสินค้า น่าจะเกินครึ่งกระมัง

แต่กามารมณ์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีกันอยู่ทุกวี่วัน ไม่เห็นน่าตื่นเต้นอะไร ทำไมผู้ชมโทรทัศน์ไทยถึงยังนิยมเรื่องซ้ำซากแบบนี้อยู่ได้?

ว่ากันว่าผู้ชมละครไทยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ในสังคมไทยที่มีมาตรฐานเหลื่อมล้ำทางเพศ ผู้หญิงไทยจะมีความสุขทางเพศได้ก็เฉพาะกับ “สามี” เท่านั้น กับ “แฟน” ก็ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวกระทรวงวัฒนธรรมตกใจ

ยิ่งอย่าว่าแต่มีเพศสัมพันธ์กับ “คนแปลกหน้า” เลย

แต่ความตื่นเต้นทางกามารมณ์นั้น ความตื่นเต้นสุดยอดมักจะเป็นเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า (ไม่เชื่อคุณไปดูหนัง pornography ทั้งหลายสิ) ทำไมต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ก็เพราะความแปลกหน้าทำให้กิจกรรมทางเพศกลายเป็นเรื่องทางกายภาพล้วนๆ ไม่ต้องมีอารมณ์อย่างอื่นมาขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก อารมณ์ผูกพัน ฯลฯ

ละครไทยประเภทที่กล่าวถึงข้างต้นจึงทั้งตอบสนองทั้งปลุกเร้าความปรารถนาด้านกามารมณ์ของผู้ชม (ดูเหมือนภาษาวิชาการเขาเรียกว่า “ผลิตซ้ำ”) พระเอกและนางเอกต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ต่อกันในตอนต้นเรื่อง มีเหตุให้ต้องมาอยู่ใกล้ชิดกัน แต่คนเราอยู่ใกล้ชิดกัน มันก็ต้องเกิดความเข้าใจ ความผูกพันกันเป็นธรรมดา ละครไทยรักษา “ความแปลกหน้า” ของพระเอกนางเอกไว้ได้จนจบเรื่องด้วยการให้ทั้งสอง “เกลียด” กันหรือ “ไม่เข้าใจ” กัน ความเกลียดและความไม่เข้าใจมีบทบาทในการผลักพระเอกกับนางเอกห่างไกลกันทางความรู้สึกไปจนจบเรื่อง ก็เพื่อให้ความใกล้ชิดกันทางกายภาพยิ่งน่าตื่นเต้น ดังนั้น พอพระเอกนางเอกรักกันเข้าใจกัน ก็ถึงเวลาให้ละครจบพอดี เพราะไม่มีแก่นเรื่องอะไรจะแสดงอีกแล้ว กามารมณ์จบลงเมื่อความผูกพันเกิดขึ้นและความแปลกหน้าปลาสนาการไป ปิดทีวีแล้วไปถูบ้านทำกับข้าวเสียดี ๆ!

ละครไทยสามารถนำเสนอกามารมณ์กับคนแปลกหน้าโดยยังอยู่ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ ได้ด้วย เพราะตลอดเรื่อง นางเอกไม่เคย “สมยอม” นะคะ นางเอกยังรักษาความเป็นกุลสตรีไทยไว้ได้ครบถ้วน โถ! ก็สถานการณ์มันบังคับ ส่วนการที่ชายไทยจะกระทำการล่วงละเมิดต่อเพศหญิงและรักษาสถานะความเป็นพระเอกไว้ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ (รมต. มหาดไทยถึงพูดทำนอง เรื่องกิ๊กเป็นเรื่องธรรมชาติ)

คุณสมบัติอีกประการของนางเอกละครไทยก็คือต้องเป็นคนขี้ลืม พระเอกจะร้ายกาจขนาดไหน แม่ผัวนางอิจฉาจะสารเลวขนาดไหน เกิดเป็นนางเอกไทยต้องลืมได้หมด ความหลงลืมแบบในละครไทยนี้ สังคมไทยนิยามว่ามันคือ “การให้อภัย”

“การให้อภัย” = “ความหลงลืม” ดังนั้น “คนดี” = “คนขี้ลืม”

จึงไม่น่าแปลกที่ในรายการข่าวรายการหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีคนเขียน sms เข้ามามากมายเกี่ยวกับประเด็น 6 ตุลาว่า จะขุดคุ้ยกันไปทำไม มองไปข้างหน้าดีกว่า คนไทยด้วยกันต้องสามัคคีกัน ฯลฯ

ความสำเร็จและความก้าวหน้าของสังคมไทยจึงต้องวางพื้นฐานอยู่บนความหลงลืม ไม่เชื่อก็ดูในละครไทยสิ คนไหนยิ่งขี้ลืมก็ยิ่งได้ดี!

การที่ผู้เขียนเปิดบล็อกตัวเองด้วยเรื่องกามารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนสนใจเรื่องเพศสภาพ เพศสถานะ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ เป็นพิเศษ อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยถนัดประเด็นแบบนี้เท่าไร ยิ่งเดี๋ยวนี้เวลาซื้อนิยายหรือหนังต่างประเทศ ถ้ามีคำโปรยทำนองว่า “languidly erotic…” หรือ “…unafraid of sexuality” หรือ “sensual enigmatic!” อะไรแบบนี้ รับรองว่าได้เงินจากกระเป๋าผู้เขียนยากส์ เพราะจะเสียเงินไปทำไม แค่เปิดทีวีดูก็มีให้เห็นจนเอือนเต็มทีแล้ว! (อันนี้ยกเว้นให้ผู้กำกับหนังเพียงคนเดียว คือ เปโดร อัลโมโดวา)

แต่ที่ผู้เขียนเปิดบล็อกด้วยประเด็นนี้ เพราะเขาว่ากันว่า เรื่องกามารมณ์มักจะดึงดูดความสนใจของคนได้เสมอ

สัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอินเดียที่เป็นผู้กำกับในดวงใจคนหนึ่งของผู้เขียน เขาเคยเขียนบทความเกี่ยวกับหนังยุโรป เขาบอกว่า บรรดาหนังอินดี้หนังนิวเวฟของยุโรปที่สามารถดึงคนดูเข้ามาดูได้มากพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมหนังใต้กระแสอยู่รอดได้นั้น ก็เพราะหนังพวกนี้สามารถใช้ฉากเซ็กส์เป็นตัวดึงดูดได้ (แน่นอน หนังอินเดียมีข้อจำกัดที่ทำแบบนั้นไม่ได้) เรย์บอกว่า ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตดู พวกหนังนิวเวฟที่ชอบใช้เทคนิคจั๊มพ์คัทๆ แต่พอถึงฉากเซ็กส์เท่านั้นแหละ ตั้งกล้องแช่ทุกที ไม่เห็นใช้จั๊มพ์คัทกับฉากเซ็กส์เลย!

ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะติดตามอ่าน และหากมีประเด็นแลกเปลี่ยนกัน ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ

“มันคงจะไม่เข้าท่านักถ้าหากนักวิชาการเอาแต่คุยกับนักวิชาการด้วยกันเอง”

March 4th, 2008

Andrew Walker

สัมภาษณ์แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ นิวแมนดาลา

การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการต่าง ๆ มากบ้างน้อยบ้าง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่วงการวิชาการซึ่งก่อนหน้านั้นถูกเปรียบเสมือน “หอคอยงาช้าง” ที่ไม่ปฏิสังสรรค์กับสังคม

เว็บไซต์นิวแมนดาลา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของนักวิชาการ 2 ท่านที่มุ่งหวังที่จะนำวิชาการลงมาจาก “หอคอยงาช้าง” ผ่านทางเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นพื่นที่สาธารณะที่สำคัญในการถกเถียงทางวิชาการและประเด็นทางสังคมที่สำคัญในปัจจุบัน

ฟ้าเดียวกันออนไลน์ ได้มีโอกาสสนทนากับ แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ นิวแมนดาลา ที่จะมาเล่าความเป็นมาและวัตถุประสงค์

ฟ้าเดียวกัน อยากให้อาจารย์เล่าถึง เว็บไซต์นิวแมนดาลา ความเป็นมาและความมุ่งหวังของการทำเว็บไซต์

แอนดรูว์ วอคเกอร์ นิวแมนดาลาเริ่มช่วงตกลางปี 2549 โดยตัวผมกับนิโคลาส ฟาร์เรลลี ในตอนนั้นเป็นนักศึกษาที่ Australia National University ตอนนี้เรียนปริญญาเอกที่อ็อกซ์ฟอร์ด วัตถุประสงค์ของการทำเว็บไซต์คือการสร้างพื้นที่ออนไลน์สำหรับการแลกเปลี่ยนถกเถียงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซีย ไทย พม่า ลาว และยูนนานภาคใต้ของจีน เรารู้สึกว่าถึงแม้จะมีเวทีการแลกเปลี่ยนถกเถียงเชิงวิชาการในเรื่องเหล่านี้มากอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีเวทีที่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงทัศนะที่เป็นทางเลือกจริงๆ และได้ถกเถียงประเด็นที่อ่อนไหวในภูมิภาคนี้

ในแง่ผลกระทบของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่มีต่อโลกวิชาการ ผมว่ายังมีไม่มากเท่าไหร่ เพราะนักวิชาการจำนวนมากยังใช้อินเตอร์เน็ตแบบสื่อที่หยุดนิ่ง (static medium) เผยแพร่ผลงานเหมือนกับการตีพิมพ์ลงหนังสือหรือวารสารเท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้อินเตอร์เน็ตมีการสื่อสารโต้ตอบ (interactive) กันมากขึ้น ผมคิดว่านี่เป็นจุดแข็งของนิวแมนดาลาหรือเว็บไซต์อื่นๆ อย่าง ฟ้าเดียวกัน คือไม่ใช่เรานำเสนอเนื้อหาแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ว่ามีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนที่เข้ามาอ่าน จริงๆ แล้วคนจำนวนมากเข้ามานิวแมนดาลาเพื่ออ่านความเห็นมากกว่าที่จะเข้ามาอ่านตัวบทความเสียอีก ดังนั้นอีกวัตถุประสงค์หนึ่งคือการส่งเสริมให้มีการแสดงความเห็น ในแง่หนึ่ง ผมอยากเห็นคนแสดงความเห็นด้วยหรือเห็นแย้งกับสิ่งที่พวกเขาเขียน มากกว่าจะมากังวลกับเนื้อหาเฉพาะบางอย่างที่ผมโพสต์ในเว็บไซต์ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกวิชาการ คือลักษณะสื่อสารสองทาง (interactive nature) ของอินเตอร์เน็ต เพราะมันเปิดการถกเถียงทางวิชาการแก่คนทุกประเภท นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว นักศึกษา ใครก็ตามที่อยากเข้ามาในเว็บไซต์ พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในการถกเถียง ดังนั้นผมคิดว่ามันทำให้โลกวิชาการมีความเป็นประชาธิปไตยและมีส่วนร่วมมากขึ้น

ส่วนนิวแมนดาลาประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้น คงจะตัดสินยาก ผมว่าเราประสบความสำเร็จมากกว่าที่คิดไว้ตอนแรก มันเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ แต่ว่าความคาดหวังของเราก็ตั้งไว้ต่ำมาก ในตอนนี้ มีคนเข้ามาวันละประมาณหนึ่งพันครั้ง (hits) บางวันถ้ามีเรื่องใหญ่ๆ ก็อาจจะเป็นสองพันครั้ง บางวันก็ห้าหกร้อย เรารู้สึกปลื้มใจมากและรู้สึกว่านักวิชาการ นักศึกษา คนสนใจเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเป็นขาประจำของนิวแมนดาลา อีกอย่างที่เราพอใจคือสื่อมวลชน นักข่าวจำนวนมากดูเหมือนจะติดตามนิวแมนดาลา เราได้รับการติดต่อขอสัมภาษณ์ ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่อมวลชน จากที่พูดมา ผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จ จุดแข็งก็อย่างที่บอกคือการถกเถียงแลกเปลี่ยนที่เข้มข้น มีคนแสดงความเห็นและถกเถียงกันมากมาย บางทีก็ถกกันอย่างเอาจริงเอาจังและตรงไปตรงมา ข้อเสียอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องยากสำหรับเว็บไซต์ของเรา และกับเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันคือ ประเด็นการปกปิดตัวตนของผู้แสดงความเห็น ผมคิดว่ามันเป็นทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อดีคือคนสามารถพูดอย่างที่เขาต้องการจะพูด โดยไม่ต้องกังวลถึงผลลบที่จะเกิดขึ้น แต่บางทีผมก็คิดว่ามันทำให้บางคนไม่มีความรับผิดชอบต่อความเห็นของตัวเอง บางทีมันก็ง่ายที่จะวิจารณ์คนอื่นแรงๆ หรือแสดงความเห็นสุดโต่งเวลาไม่เปิดเผยชื่อ แต่ถ้าหากคุณใส่ชื่อเวลาแสดงความคิดเห็น คุณก็จะมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อสิ่งที่คุณเขียน ผมคิดว่าประเด็นการปกปิดตัวตนนี้เป็นประเด็นที่ยากมากสำหรับเว็บไซต์วิชาการ เพราะในโลกวิชาการปกติแล้วคุณเขียนอะไรคุณก็ลงชื่อ แน่นอนว่าเราไม่อยากเอาลักษณะการปกปิดตัวตนนี้ออกไปจากเว็บไซต์ อย่างที่บอก ผมว่ามันสำคัญสำหรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่เราต้องมาคิดหาหนทางที่จะดูแลเรื่องนี้ให้ดีขึ้น ยกตัวอย่าง บางทีเราเจอปัญหามีคนใช้หลายชื่อ บางทีถึงขนาดตั้งกระทู้เองแล้วแสดงความเห็นด้วยกับตัวเองก็มี ดังนั้นมันโอเคในระดับหนึ่ง แต่บางทีมันก็ทำให้การถกเถียงเป็นของปลอม ลดทอนคุณค่าลงไป

Andrew Walker

ฟ้าเดียวกัน ในความเป็นจริง เว็บไซต์ที่มีลักษณะสื่อสารโต้ตอบกันอย่างนี้ก็ไม่ได้มีแต่การถกเถียงทางวิชาการกันล้วนๆ ไม่ทราบว่าคุณมีประเด็นอะไรในใจก่อนที่ก่อตั้งเว็บไซต์หรือเปล่า?

แอนดรูว์ วอคเกอร์ ตอนแรกเราคิดว่าเว็บไซต์เราจะค่อนไปทางวิชาการกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เปลี่ยนนิวแมนดาลาไปเลยก็คือการรัฐประหารในเมืองไทย เราเริ่มเปิดนิวแมนดาลาในช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 2549 แล้วในเดือนกันยายนก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ดังนั้นจู่ๆ เราก็มาคลุกอยู่กับการถกเถียงทางการเมืองอย่างเข้มข้นเกินกว่าที่เรานึกไว้ในตอนแรก จุดมุ่งหมายเดิมของเราคือเป็นเวทีทางวิชาการ แต่ตอนนี้กลายเป็นเวทีถกเถียงเรื่องการเมือง แต่เราก็ยังพยายามที่จะให้มีการถกเถียงเรื่องการเมืองในแนววิชาการอยู่ อย่างตัวผมเป็นนักมานุษยวิทยา ผมทำงานในชนบทของไทย ก็พยายามนำมุมมองจากชนบทเข้ามาสู่การพูดคุยเรื่องการเมืองระดับชาติ

ฟ้าเดียวกัน แล้วมันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี?

แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผมว่าเป็นเรื่องดีที่มีการคุยกันเรื่องการเมือง มันคงจะไม่เข้าท่านักถ้าหากนักวิชาการเอาแต่คุยกับนักวิชาการด้วยกันเอง ผมคิดว่าการทำเว็บไซต์ในลักษณะนี้ขึ้นมาแล้วพอเกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างรัฐประหารหรือเหตุการณ์ประท้วงในพม่าเมื่อปีที่แล้ว มันก็จะนำเราไปสู่เวทีสาธารณะแล้วมาถกเถียงร่วมกัน ในฐานะนักวิชาการ บางทีก็อิหลักอิเหลื่ออยู่บ้างที่จะถูกลากมาพัวพันด้วย แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องดีที่เราอยู่ในจุดนี้ ซึ่งเสมือนมีแรงผลักดันให้ต้องเข้ามาพัวพันกับการถกเถียงสาธารณะที่เข้มข้นมากขึ้น

ฟ้าเดียวกัน เว็บไซต์นี้เป็นของแอนดรูว์ วอคเกอร์ (– กับนิโคลาส ฟาร์เรลลี) มีคนติดตามผลงานของคุณมานานก่อนที่จะมีนิวแมนดาลา คุณคิดว่าความสำเร็จของนิวแมนดาลาเป็นเพราะผลงานของคุณหรือเปล่า

แอนดรูว์ วอคเกอร์ ที่พูดเรื่องวัตถุประสงค์ ผมยังพูดไม่หมด วัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่งคือว่า ส่วนหนึ่งเป็นการโปรโมทตัวเอง ในโลกวิชาการ คุณต้องโฆษณาตัวเอง ไม่มีใครมาทำให้คุณ ดังนั้นสำหรับทั้งนิค ฟาร์เรลลีและตัวผม วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งคือการเผยแพร่ผลงานของเราให้กว้างขวางขึ้น ผมคิดว่าที่ผ่านมางานของผมก็ได้รับความสนใจพอสมควรในเมืองไทยกับในแวดวงนักวิชาการต่างประเทศ ผมว่านิวแมนดาลาทำให้มีคนรู้จักงานผมมากขึ้นมาก ผมได้รับคำถาม อีเมล์ การติดต่อต่างๆ มากมายจากข้อเขียนที่ผมลงในนิวแมนดาลา มากกว่าที่จะได้รับจากการเขียนบทความวิชาการที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเสียอีก

ใน 6-8 เดือนที่ผ่านมา เรามีบทความของคนอื่นลงในนิวแมนดาลาหลายชิ้น เราก็ไม่อยากให้มีแต่ทัศนะของเราเท่านั้นที่ลงในนิวแมนดาลา

ฟ้าเดียวกัน นอกจากนิวแมนดาลา ปรากฏการณ์อย่างบล็อกบางกอกบัณฑิต (http://bangkokpundit.blogspot.com) ที่มีประเด็นแหลมคมและสามารถนำมาใช้ในวงวิชาการหรือการถกเถียงแลกเปลี่ยน พัฒนาการนี้สะท้อนหรือบ่งบอกอะไรในโลกวิชาการ โลกสื่อมวลชนและโลกอินเตอร์เน็ต อีกทั้งการแสดงความเห็นใน Bangkok pundit ก็มีการปกปิดตัวตน

แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผมคิดว่าที่นิวแมนดาลาทำต่างจาก Bangkok Pundit มาก ผมว่า Bangkok Pundit มีบทบาทสำคัญในการติดตามดูสื่อและคอยแสดงความเห็นเกี่ยวกับสื่อในไทย ในแง่นั้น การที่ Bangkok Pundit จะปกปิดตัวตนหรือไม่ไม่สำคัญมากนัก เพราะเป็นการจับตาสื่อและให้ความเห็น ขณะที่เราเน้นไปที่การให้มุมมองการวิเคราะห์ทางเลือก

ย้อนอดีต ชีวิต จาก วัยเด็ก การลงโทษ พ่อแม่ ชีวิตวัยเรียน และ ความเป็นไทย

February 27th, 2008

Download PDF

คุณมาจากไหน ?

ย้อนอดีตแบ๊กกราวน์ชนชั้นกลาง ชีวิตวัยเด็ก ครอบครัว ชีวิตวัยเรียน การให้รางวัลและการลงโทษ และ ความเป็นไทย

1 นี่เป็นความพยายามจะย้อนอดีต ความทรงจำและประสบการณ์รวมหมู่ของชนชั้นกลาง, ซึ่งเป็นชนชั้นของผู้เขียนเอง, เพื่อปะติดต่อภาพว่าโลกทัศน์แบบชนชั้นกลางมีที่มาจากอะไร ประสบการณ์แบบไหน การสร้างคอนดิชั่นทางสังคมแบบไหน ทำให้ชนชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นอย่างปัจจุบัน

2 เรื่องนี้เขียนด้วยภาษาแบบคนทำมะดาคุยกัน การสะกดที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนเป็นความตั้งใจของคนเขียนเอง

โปรดนึกถึงตอนเด็กๆ

ลองนึกถึงตัวเองตอนอายุหลักเดียว…

ผู้ใหญ่ รอบๆตัวคุณจะเลี้ยงดูคุณ ดูแลคุณ
คนที่อายุมากกว่าคุณรอบตัวคุณจะล้อเลียนคุณ แกล้งคุณ โกหกคุณ
ใช้อารมณ์ในการบังคับควบคุมคุณ
ลงโทษคุณ ให้รางวัลคุณ เล่นล่อเอาเถิดกับคุณ
แกล้งคุณให้ร้องไห้แล้วบอกว่าอย่าร้องนะ ฯลฯ
คนที่มีอายุมากกว่าคุณ มีอำนาจมากกว่าคุณทุกคนดูจะเอาแน่นอนไม่ได้
บางครั้งก็รักคุณ บางครั้งก็ทำร้ายคุณทางจิตใจและร่างกาย มากบ้างน้อยบ้าง

ยกเว้นคุณโชคดีเกิดในบ้านที่เป็นส่วนน้อยมากๆคุณจะเจอกับสิ่งเหล่านี้น้อยหน่อย
คุณเรียนรู้ว่า คุณมีอำนาจน้อยกว่า และต้องยอม

คุณเรียนรู้ลำดับความสำคัญของตำแหน่งทางสังคม
พี่ น้อง ญาติ
หน้าที่ของผู้หญิง ของผู้ชาย
เมื่อคุณไปโรงเรียน คุณจะต้องถูกล้อชื่อพ่อแม่
แล้วไม่ว่าคุณจะเข้าใจว่าอย่างไรก็ตาม
คุณจะเริ่มรู้สึกว่าการล้อชื่อพ่อกับแม่เป็นเรื่องเสื่อมเกียรติ
คุณจะเริ่มรู้สึกว่าคุณต้องปกป้องสิ่งที่ว่านี้เอาไว้

อันนี้คงจะเป็นประสบการณ์แรกในการรักษา
อะไรบางอย่างที่มีสัมพันธ์กับคุณในเชิงโครงสร้าง

การรักษาสถาบันอันแรก ?

เมื่อคุณไปโรงเรียน

คุณจะเรียนรู้การตอบสนอง
ให้ถูกใจคนที่มีอำนาจมากว่าคุณ

การทำตามๆไปโดยไม่ต้องคิด

การอดทนที่จะอยู่กับ ครู
ที่ส่วนใหญ่ชอบแสดงความวิปริตทางอารมณ์

ความคลั่งไคล้การลงโทษ การใช้ความรุนแรง

ความปรารถนาที่จะได้ข่ม ได้โอ้อวดความรู้ ที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมี

ความปรารถนาที่จะแสดงอำนาจด้วยการจับผิด เรื่องการแต่งตัว ทรงผม

หรือ การออกกฎบ้าๆบอๆ มาควบคุมนักเรียน

ความไวต่อแรงกระตุ้นทางเพศแบบผิดปกติ
แล้วแสดงออกด้วยการจับผิดการแต่งตัวของเด็กผู้หญิง

ครูแอบจิตที่เกลียด นร.หญิงที่สวยๆ

ครูหื่นที่ชอบลวนลามเด็ก

ครูหัวงูที่ชอบจีบเด็ก

ครูสาวแก่ที่ชอบด่าเด็กผู้หญิงที่สนใจผู้ชาย

ครูทอมที่ชอบทำตัวห้าว เป็นฮีโร่แบบโง่ๆ หรือชอบหลีเด็กผู้หญิง

ทั้งหมดภายใต้คำแก้ตัวว่าหวังดี

คุณเรียนรู้ที่จะยอมรับต่อหน้าเพื่อได้รางวัลอะไรบางอย่าง
และ นินทาลับหลังเมื่อมีโอกาส

พูดถึงเนื้อหาของสิ่งที่คุณเรียน หลักสูตรมาตรฐานของประเทศนี้จะสอนคุณว่า

ชาติ เป็นสิ่งสำคัญมาก
เจ้าส์ มีบุญคุณกับเรามากมาย
ประเทศไทยอยู่มาได้เพราะเจ้า
พุทธศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมไทย
คณะราษฏรชิงสุกก่อนห่าม
คอมมิวนิสต์เป็นปีศาจ
เจ้าไม่เคยมีบทบาททางการเมืองหลัง2475
นักการเมืองเลว ซื้อเสียง
ป๋าเป็นนายกที่คนไทยภูมิใจ
การยกย่องคิงเป็นเรื่องจำเป็น ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
เอ็นจีโอเป็นนายหน้าค้าความจน
คนจนนั้นโง่ น่าสงสาร
ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด มีระเบียบวินัยแล้วชาติจะเจริญ
ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องโง่ในประประเทศนี้
เซ็กเป็นเรื่องเลวร้ายตราบใดที่ไม่ได้จัสติฟายด้วยการแต่งงาน

คนไทยโง่ คนไทย ไม่สามัคคี คนไทยไม่ได้เรื่อง คนไทยขายเสียง
พม่าเป็นศัตรู น่ากลัว ลาวด้อยกว่า
เวียดนาม มาเล สิงคโปร์ เป็นคู่แข่ง
เค้าเก่งกว่าดีกว่า แต่เราโชคดีกว่าที่มีคิง

แต่ทั้งหมดนั้นคุณไม่ได้สนใจมันมากนัก

คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ การแก่งแย่งความเด่นความดัง
อำนาจ และตำแหน่ง เล็กๆน้อยเปรียบเทียบกับเพื่อนๆของคุณ
และ ความสนุกสนาน

คุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบแข่งขัน
และโดยส่วนใหญ่แล้วคุณไม่ใช่ผู้ชนะ

ถ้าจะมีเลือกตั้งประธานนักเรียน ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัวแทนของคุณถูกคอนโทรลอยางเคร่งครัดจากครู
และพูดอะไรบางอย่างตามแบบที่ครูต้องการ
และคุณก็ไม่สนใจมันจริงๆหรอก

คุณไม่สามรถรวมตัวกันต่อต้านอำนาจอะไรของโรงเรียนได้
โรงเรียนปฏิบัติต่อคุณในลักษณะปัจเจก ดีไวด์แอนด์รูล

ช้าก่อน ถ้าโชคดีหน่อย(?) เรียนในโรงเรียนช่างๆ เทคนิค เทคโน อาจจะได้ยกพวกตีกับโรงเรียนอื่นด้วย
เข้าแก๊งต่างๆ ได้แสดงความรัก “สถาบัน” กันอย่างเป็นรูปธรรม

(ส่วนเด็กแซ๊บ เด็กแว๊น เด็กสก๊อย อย่าน้อยใจไป คนสำคัญในประเทศนี้ก็เคยรักการขับรถซิ่งมาก่อน)

ในประสบการณ์คุณ
แทบไม่มีอะไรที่ตัดสินด้วยการโหวต

คุณไม่สามารถพูดอะไรบางอย่างได้เสมอ ที่บ้านและโรงเรียน
คุณรู้ว่าพูดอย่างทำอย่างไรจะได้รางวัลเสมอ
ก็แค่ พูด ตอบ อย่างที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าคุณคาดหวังให้คุณตอบ ไม่ว่าคุณจะคิดอะไรก็ตาม
และคุณหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพราะคุณมีอำนาจไม่พอที่จะต่อกรกับผู้ใหญ่
อย่างมาก คุณก็หาเรื่องใครที่มีอำนาจน้อยกว่าคุณ
คุณไม่ได้สังเกตหรอกว่าทำอย่างนั้นไปทำไม

คุณอาจจะต่อต้านสิ่งเหล่านี้

ต่อต้านในลักษณะของปัจเจก
หรือแก๊งกับโครงสร้างของอำนาจในโรงเรียน
อุดมการณ์ ที่ว่าการไปโรงเรียนเป็นสิ่งที่ต้องทำ

การต่อต้านนี้มีหลายรูปแบบเป็นไปโดยธรรมชาติ
ไม่มีอุดมการณ์ที่เป็นรูปเป็นร่าง อาจจะทำโดยแก๊งหรือปัจเจก
รูปแบบของการต่อต้านนี้ มีลักษณะรวมกันอย่างหนึ่งคือการต่อต้านอำนาจของสถานศึกษา
มีความสร้างสรรค์ในกระบวนการต่อต้านอยู่มาก

ฟังดูดี เหมือนที่พวกสนับสนุนอะนาคิสชอบพูด

แต่การต่อต้านทั้งหมดล้มเหลว…..

เพราะการต่อต้านทั้งหมด
ไม่สามารถสร้างอุดมการณ์อะไรบางอย่างที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์หลักของโรงเรียนขึ้นมาได้

จบจากโรงเรียน

คุณจะพยามมองกลับไปแล้วเลือกสิ่งที่ดีๆ เพราะใครก็สอนไว้ว่า มองแต่แง่ดี
ในสังคมไทยนี้ ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีอำนาจมากขึ้นเท่าไหร่ คุณต้องพยายามมองในแง่ดี แง่ไม่ดีนั้นคุณห้ามพูด แม้แต่คิดก็อาจบาป
อุ๊ป…น่ากัวจางเยย
แม้แต่พุทธทาส ซึ่งเวลาสอนก็มักพูดเรื่องไม่ดีของปุถุชนคนธรรมดาในสายตาแก
ก็บอกว่ามองแต่แง่ดีเถิด

โซ ยู ก้อเลย ภาคภูมิใจ ซึ้งกับ โรงเรียนของคุณ

มองกลับไปอย่าง”อดีตผู้แพ้ที่เข้าใจโลก”
และบอกว่า มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

เพราะคุณอยู่นอกสถานการณ์นั้นแล้วในขณะที่คุณพูด
อยู่ในอีกสถานภาพหนึ่ง ที่ต่างไปอย่าสิ้นเชิง

ไม่ว่าคุณจะมองอย่างไร
โรงเรียนประสบความสำเร็จในการทำให้คุณเชื่อในเรื่องส่วนใหญ่ที่สตรัคเจอร์ต้องการ
กลับไปมอง”เด็ก”ที่เป็นเหมือนคุณว่า ไร้เดียงสา และจะได้เรียนรู้เอง
คุณพูดสิ่งที่คุณเคยได้ยินมาบ่อยๆ วิ่งที่คนมีอำน่จมากกว่าคุณพูดให้ได้ยินตอนเด็กว่า

“พอโตแล้วก็เลยเข้าใจ”

แหละนี่ก็เป็น
ประสบการณ์ที่สองที่คุณ”มีส่วนร่วม”ในการรีโปรดิ๊ว โครงสร้างเชิงสถาบัน ของกระบวนการศึกษา

เอาล่ะ เข้ามหาลัยแระ

คุณเริ่มมีอำนาจมากขึ้น อำนาจแรกของคุณในการระบายออกถึงสิ่งที่คุณเคย

คุณชอบรับน้อง มันสะใจ….

ไม่รู้ล่ะ
เอาเป็นว่าคุณชอบ

คุณจึงปกป้องครั้งแรกที่คุณได้เป็น”ผู้ใหญ่”

การเป็นผู้ใหญ่ในแง่นี้คือการที่คุณได้คอนโทรลคนอื่น
ทำให้คนอื่นอยู่ใต้อำนาจคุณ
โดยมีอุดมการณ์บางอย่างรับรอง
คุณรู้สึกถึงการจัสติฟายอำนาจโดยอ้างอาวุโสแล้ว
เหมือนที่คุณเคยถูกผู้ใหญ่กว่าคุณทำมาตลอดชีวิต อืม…

เป็นไงล่ะ นี่ล่ะคือการลองชิมสุดยอดของความเป็นไทย

คุณเรียนรู้การมีอำนาจตามลำดับขั้น

มีคนที่คุณต้องเคารพ มีคนที่เคารพคุณ

นี่คือความเป็นไทย ของจริง
ความเป็นไทยที่กระซวงวัดทะนะทำไม่ค่อยอยากพูดถึง

คุณเรียนรู้วิธีที่จะเล่นพรรคเล่นพวก
จากกระบวนการนี้

คุณอยู่กับกลุ่มเพื่อนของคุณ
คุณไม่มีกิจกรรมอะไรมากนักกับสังคม
คุณคุ้นเคยกับสังคมแก๊งกลุ่มเล็กๆ จนคุณโต
คุณมีรุ่นน้องให้คุณวางอำนาจเล่น
รุ่นน้องที่ให้คุณเล่มเกมกดดันทางจิตเล่นๆ
คุณมีรุ่นพี่ให้เคารพ

( เมิงจะเอาอะไรอีกล่ะ ? )

และคุณก็อยู่ในมหกรรม โพรพากันด้าแบบย่อย
ในการปกป้อง ความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของมหาลัย
คุณได้เป็นลมหายใจของการระบบเส้นสาย สี

และ

ที่จริงมันมีเหตผล ในการปกป้องชื่อเสียงของมหาลัยคุณ
เพราะมันมันต้นทุนในการทำมาหากินของคุณในอนาคต
เป็นความภาคภูมิใจของคุณ

และใครที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ชาวบ้าน “คนไม่มีการสึกสา” ก็ย่อมดูด้อยกว่าคุณ
นี่เป็น ประสบการณ์ที่สามในการรักษาสถาบัน….

และเราต้องไม่ลืมว่า ท่ามกลางการเรียนรู้เกี่ยวกับอำนาจของคุณที่นี่

บรรดา อาจาน ทั้งหลายก็ยังคงมีสถานะเหนือกว่าคุณ ชี้เป็นชี้ตายให้กับคุณได้
และคุณก็เรียนรู้การแกล้งๆ เคารพในแบบไทยมามากพอที่จะดีลกับบรรดาอาจานเหล่านี้ได้
บางกรณีคุณอาจเชื่อว่าอาจานเหล่านี้บางคนมีความรู้มากกว่าคุณ มีความเหนือกว่าทางออโธริตี้มากกว่าคุณจริงๆ บางกรณีอาจจะไม่ แต่ช่างมันเถอะ……

เมื่อคุณออกจากมหาลัย

…เดี๋ยวๆๆๆๆ ก่อน! ในวันที่คุณดีใจที่สุด “ท่าน”ก็มาอยู่กับคุณด้วย

แหม๋ๆๆ ชิปหายแระ
ช่างน่าปลาบปลื้มจริงๆ

แล้วคุณก็ไปทำงาน
คุณมีโอกาสมากกว่า
คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้แล้ว

ไชโย !

ทำงาน

คุณทำงานภายใต้ ระบบออโธริทาเรี่ยนเต็มรูปแบบ
อำนาจคือความถูกต้อง ไม่มียูเนี่ยนเป็นส่วนใหญ่
ชีวิตก็เหมือนเดิม เพื่อนเปลี่ยนจากหมาลัยเป็นเพื่อนที่ทำงาน
แต่คุณพอจะมีโอกาสตักตวงอะไรจากระบบนี้ได้บ้าง
คุณมีคนที่คุณข่มได้
คุณอยู่เหนือ ชาวบ้านคนไม่มีการศึกษา
บางทีคุณก็จ้างเค้าด้วยค่าจ้างถูกๆ
ค่าจ้างที่คุณไม่มีทางยอมให้ตัวเองได้รับ

แต่ไม่เป็นไรมันเป็นเรื่องปกติ
ศาสนาบอกว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
อย่าคิดมากดีกว่า
เราเป็นคนไทย
ยังไงเราก็โชคดีที่มีในหลวง

บางคุณอาจประสบความสำเร็จ
รวย หรือมีการงานดี
ยินดีด้วยนะ.
..ไอ้ชิปหาย

เอาล่ะ ย้อนมาดู กันดีกว่า คุณมีอะไรบ้าง

คุณมีครอบครัว
เพื่อน
เพื่อนร่วมงาน
แฟน

คุณมี “สังคม” ที่กว้างกว่ากลุ่มคนที่คุณรู้จักไหม
คุณมีพื้นที่สาธารณะที่คุณมีความสัมพันธ์ในฐานะมนุษย์เหมือนกับคนอื่น เท่าๆกับคนอื่น โดยไม่ต้องมี
ความสัมพันธ์กันอย่างสนิทสนม( ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาวโส หรือ ระบบอุปถัมภ์ ) หรือเป็นกลุ่ม แก๊ง ที่ปิดตัวเองออกจากคนหมู่มาก) สังคมที่คุณเรียนรู้การเมืองในความหมายกว้าง
ในทางสร้างสรรรค์ เช่น การโหวต การทำงานร่วมกัน การใช้สิทธิ ฯลฯ

คำตอบส่วนใหญ่ คือ ไม่ หรือ ไม่น่าจะมี

คุณมีอะไรอีก คุณมีบทบาททางการเมืองไหม อาจจะ แต่ส่วนอยู่ในรูปแบบของ แฟนคลับดารา

สส. เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตคุณไหม ส่วนใหญ่ไม่
แต่ สส เลว ส่วนใหญ่เลว สื่อบอกคุณอย่างนั้น การศึกษาบอกคุณอย่างนั้น

ส่วนภาษี คุณไม่ได้จ่ายภาษีให้สังคม คุณจ่ายให้รัฐ
ไม่ใช่สิ คุณไม่เต็มใจจ่าย แต่อำนาจบางอย่างบังคับให้คุณจ่าย
และอย่างน้อยคุณก็ใช้มันโอ้อวดได้ว่าคุณจ่ายภาษีมากกว่าชาวบ้าน

แล้วคุณมี ศาสนาไหม ?

มีสิ โอ้ จ๊อช ตราบใดที่คุณต้องการ ศาสนาจะคอยปลอบใจคุณ
ศาสนาช่วยให้คุณสบายใจ ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเวลาคุณเห็นความอยุติธรรม
เวลาคุณรู้สึกสงสัยว่าทำไมโลกนี้มันเอี้ยจังวะ ศาสนาจะคอยปลอบประโลมคุณ
ทำให้คุณลืมปัญหา ด้วยวิธีต่างๆกัน

นอกจากนั้นล่ะ
มีอย่างอื่นที่ทำหน้าที่แบบเดียวกับศาสนาไหม

มีสิ

ชาติ และ เจ้า ยังไงหละ

ทั้งหมดนี้แบบเดียวกันคือคุณ
มีความสัมพันธ์ กับ ไอคอนนั้น
แล้วคุณก็รู้สึกดีขึ้น

โดยผ่าน โปรปะกันด้าที่บอกว่า

ชาติ กับ เจ้า

เป็น พ่อแม่ ของคุณ

เป็น ที่เคารพบูชาของคุณ

เมื่อตอนเด็กคุณเคยต้องปกป้องพ่อแม่ของคุณ
คุณต้องปกป้อง “สถาบัน”การศึกษา ของคุณใช่ไหม

พวกนั้นกลายเป็นตัวตนของคุณใช่ไหม

ตอนนี้ คุณก็แค่ปัดฝุ่นกลับมาใช้อีกครั้งนึง

คุณเคยปกป้องพ่อแม่ของคุณ ศาสนาของคุณ โรงเรียนของคุณ มหาลัยของคุณ อาชีพการงานของคุณ และชาติของคุณ

ตอนนี้”เจ้า”เป็นเหมือนทั้งหมด

เป็น “เจ้าของ”คุณ

คุณเชื่อมั่นในตัวเองโดยไม่ต้องไอเดนทิฟายตัวเองกับข้างบนไหม

ไม่

ทั้งหมดนี้เพราะคุณไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเอง

แทนที่จะภาคภูมิใจในความเป็นคนธรรมดา
คุณถูกทำให้เชื่อว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย
ที่ทั้งโง่ เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีระเบียบวินัย
อย่างที่คุณเคยได้รับการสอนใน โรงเรียน และสื่อก็กรอกหูคุณอ้อมๆบ่อยๆ
แต่คุณไม่เป็นอ่ะ และก็ไม่อยากให้ใครย้ำเรื่องนี้

และ ทั้งมีน้ำใจ รู้จักให้อภัย เป็นเมืองพุทธ อยู่ใต้พระบารมี มีสัมมาคารวะ มีความกตัญญู ซึ่งคุณก็มีลักษณะนี้ เรื่องนี้ต้องเน้นมากๆ ใช่มั๊ยครับ
คุณรู้สึกดีขึ้นเมื่อคุณมองคนอื่นที่ลำบากมากกว่า จนกว่า ฯลฯ
แทนที่คุณจะรู้สึกว่านั่นเป็นปัญหาที่คุณควรต้องแก้ไข
หรือสงสัยว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาไหม หรือคุณจะทำอะไรได้บ้าง

คุณมองไปที่เค้าแล้วคุณรู้สึก
ดี ขึ้น ใช่ไหม ถามตัวเองซิ
ใช่ไหม ?

ถ้าใช่ คุณหมกมุ่นกับตัวเองมากจริงๆ
ถ้าใช่ ลึกๆแล้วคุณเห็นด้วยกับการมีใครบางคนต้องคงความจนเอาไว้
เพราะคุณต้องการรักษาคนจนไว้เปรียบเทียบกับคุณเพื่อคุณจะได้มีคนที่คุณรู้สึกเหรือกว่า

คุณอยู่ในสังคมที่เชื่อว่ามนุษย์ ไม่มีความเท่าเทียม และเสมอภาค
มันจะเสมอภาคได้ยังไง ในชีวิตคุณคุณต้องโพสิชั่นตัวเองเหนือว่าหรือต่ำกว่าคนอื่นตลอดเวลา
เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันกับมนุษย์คนอื่นๆได้
แถมคนไทยคนอื่นๆก็ ไม่ดีเอาซะเลย อย่างที่คุณเคยได้รับการบอกมา อย่างที่คุณเจอมา คุณก็เจอแต่คนที่
ชอบวางอำนาจไม่ใช้เหตุผล ทำไมนะ คงเพราะคนไทยนี้มันสันดานไม่ดีกระมัง ?

ไม่มีอารมณ์วูบไหนที่คุณจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับคนทั้งโลก(เพราะคุณถูกทำให้เป็นไทย)

ไม่มีอารมณ์วูบไหนที่คุณจะรู้สึกว่าคนทั้งโลกเป็นคนเหมือนๆกันๆ
แชร์ความดีและความไม่ได้เรื่องเหมือนๆกัน
เพราะคุณกลายเป็นปัจเจกชนที่อยู่ในโครงสร้างลำดับขั้น

คุณไม่สามารถภูมิใจกับความเป็นคนธรรมดาแบบที่ไม่ต้องอิงกับอะไร
เพราะคุณต้องคิดถึงมนุษย์ในลักษณะลำดับขั้น

คุณไม่มีสังคมที่คุณใช้อำนาจได้จริงผ่านการเลือกตั้ง การโหวต
ประสบการณ์เหล่านี้สำหรับคุณเป็นรูปแบบไม่ใช่สาระ

ไม่ต้องห่วง คุณมี “ท่าน”
คุณมีความสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้
ในฐานะของปัจเจกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ

“ท่าน”ไม่เหมือน พ่อแม่แท้ๆของคุณซึ่งเป็นคนธรรมดา มีงี่เง่าให้เห็น
ไอคอนเหล่านี้ สำหรับคุณ เป็นเรื่องเล่า
เป็นจินตนาการพร้อมภาพและเสียงมีชีวิต
ซึ่งสามารถ แต่งให้เป็นเรื่องไม่มีทางทำอะไรผิดได้
หรืออีกนัยหนึ่งคุณต้องการเรื่องเล่าที่ทำให้คุณ

ความเชื่อนี้ ให้ความรู้สึกซาบซึ้ง กับคุณ
คุ้นกับความรู้สึกว่า มีคนสำคัญ มีบุณบาระมี มารักคุณ
หวังดีกับคุณท่ามกลางประเทศ และเพื่อนร่วมชาติที่ห่วยแตกนี้

เมื่อคุณแต่งงาน มีลูก

เมื่อคุณมีลูกคุณจะกลายป็นเทวดา
(พุทธศาสนาในไทยบอกไว้อย่างนั้น พ่อแม่เป็นเทวดา เป็นอรหันต์ เป็นพรหมของลูก บอกมาตั้งแต่ยุคที่พวกเจ้าอยุธา สุโขทัย ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ พ่อแม่ฆ่าลูกฆ่าญาติ
แย่งบัลลังก์กันเป็นปกติ …. สาธุ ช่างเปนพระบารมียิ่ง ถ้าท่าน-พวกเจ้าสมัยนั้น-ไม่ฆ่ากันชิปหายในครอบครัวอย่างนั้นพวกเราคงไม่แผ่นดินอยู่….จริงๆนะ ไม่เชื่อก็ลอง
ไปอ่านประหวัดสาดเวอชั่นฮิตๆดูสิ )

เมื่อคุณจะได้ทำในสิ่งเดียวกับที่เคยถูกทำแล้ว

คุณลืมห่าไปหมดแล้วว่าความทุกข์ของเด็กเปนไง
คุณทำสิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุด

แต่ส่วนใหญ่แย่กับเด็ก T-T

เอาน่า
อย่างน้อยที่สุดคุณทำได้ไม่แย่ไปกว่าคนรุ่นพ่อแม่คุณแน่นอน

แต่ส่วนใหญ่แล้ว
คุณพยายามสอนเด็กทุกอย่าง ควบคุมเด็กทุกอย่าง เหมือนที่คุณเคยได้รับมา

คุณมีอำนาจที่จะบอกว่า คุณเป็นพ่อ แม่ พ่อแม่เกิดก่อน หวังดี และ ถูกเสมอ

ประชาธิปไตยเหรอ
ประชาธิปไตยพ่อมึงดิ
ไม่ใช่เรื่องของกู
ไอ้ชิปหาย

แล้วเด็กคนนั้นก็จะมีประสบการณ์คล้ายๆกับคุณ
นั่นเอง….

สาธุ….

หมายเหตุ 1

แรงบันดาลใจบางส่วน
มาจากคุณ กิ๊กผม …เธอเป็นยอดมนุษย์ ( โดยเฉพาะ “ไอ้ชิปหาย” ทั้งหมด )

หมายเหตุ 2

รวมศัพท์

รีโปรดิ๊ว = reproduce, reproduction
จัสติฟาย = justify
อะนาคิส = anarchism
โปรปากันด้า = propaganda
ออโธริตี้ = authority
ออโธริทาเรี่ยน =authoritharian
ไอเดนติฟาย = identify
ระบบอาวุโส = ระบบอาวุโสแบบไทยๆ
ท่าน = ท่าน (ก็ท่านไง)

“สู่ประชาธิปไตย ต้องยกเลิกกฎหมายท็อปบู๊ตทมิฬ”

February 20th, 2008

ดาวน์โหลด PDF

ผู้ดำเนินการอภิปราย ผู้อภิปราย ผู้รับฟังการอภิปราย และสื่อมวลชนทุกท่าน ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากผู้จัดงานและนิตยสารประชาทรรศน์ให้ร่วมอภิปรายในครั้งนี้ ด้วยเหตุที่ว่านิตยสารประชาทรรศน์เป็นสื่อเพียงไม่กี่สื่อที่กล้าหาญลุกขึ้นต่อต้านรัฐประหาร ๑๙ กันยามาตั้งแต่แรกๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผู้ประกาศตนว่าเป็นปัญญาชน นักวิชาการ และสื่อน้ำดีทั้งหลาย ต่างก้มหัวให้กับรัฐประหาร ๑๙ กันยาและระบอบขุนศึก-ขุนนาง และอำมาตยาธิปไตย

จากหัวข้อที่ผู้จัดตั้งขึ้น คือ “สู่ประชาธิปไตย ต้องยกเลิกกฎหมายท็อปบู๊ตทมิฬ” ผมขออนุญาตแบ่งการอภิปรายของผมเป็น ๔ ประเด็น ได้แก่

ประเด็นแรก การแทรกแซงของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญโดยกลไกทางกฎหมาย ประเด็นนี้ ผมต้องการฉายภาพให้เห็นว่าทำไมหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา คณะรัฐประหารและพวกจึงต้องผลิตกลไกทางกฎหมายเป็นจำนวนมาก ทำไมคณะรัฐประหารและพวกต้อง “วางยา” กลไกทางกฎหมายมากมายซึ่งส่งผลกระทบทางการเมืองในปัจจุบันนี้ ทำไมถึงมีกฎหมายซึ่งเป็น “ซาก” ของคณะรัฐประหารหลงเหลือจำนวนมาก กล่าวให้ถึงที่สุด ผมต้องการตอบคำถามว่าเหตุใดอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายต้องแทรกแซงการเมืองในระบบโดยยืมมือ “กฎหมาย”

ประเด็นที่สอง ความชอบธรรมของผลิตผลของคณะรัฐประหารและพวกที่อ้างว่ามาในรูปของ “กฎหมาย” ประเด็นนี้ ผมจะอธิบายถึงประกาศ คำสั่ง ของคณะรัฐประหาร ตลอดจนกฎหมายที่ สนช.ตราขึ้นว่ามีสถานะทางกฎหมายอย่างไร ควรถือเป็นกฎหมายหรือไม่ มีความชอบธรรมหรือไม่ อย่างไร โดยพิจารณาทั้งทางทฤษฎีและคำพิพากษาบรรทัดฐานของศาลไทย

ประเด็นที่สาม กฎหมายที่เป็น “ซาก” ตกค้างจากคณะรัฐประหารและพวก ประเด็นนี้ ผมจะลองสำรวจอย่างคร่าวๆว่ามีกฎหมายใดบ้างที่คณะรัฐประหารและพวกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกรับใช้อุดมการณ์บางอย่างและปราบปรามศัตรู

ประเด็นที่สี่ What is to be done? เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องสร้างกลไกทางกฎหมาย ต้องใช้บริการเนติบริกร และพิจารณาถึงสถานะทางกฎหมายของประกาศ คำสั่ง และกฎหมายที่ สนช ตราขึ้น ตลอดจนไล่รายชื่อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคซึ่งคณะรัฐประหารและพวกได้วางเอาไว้ ก็ต้องมาพิจารณาต่อไปว่า “แล้วเราจะทำอะไรกันต่อไป?”

ทั้งหมดเป็น ๔ ประเด็นที่ผมจะอภิปราย ซึ่งคิดว่าน่าจะครอบคลุมหัวข้อที่ผู้จัดตั้งขึ้น คือ เริ่มตั้งแต่ทำไมคณะรัฐประหารและพวกต้องสร้างกฎหมายมากมาย กฎหมายเหล่านั้นมีสถานะอย่างไร ชอบธรรมหรือไม่ กฎหมายเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และในท้ายที่สุด เราควรจะยกเลิกกฎหมายเหล่านั้นหรือไม่ เพื่อมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตย

ผมขอเริ่มที่ประเด็นแรก

๑. อำนาจนอกรัฐธรรมนูญกับการแทรกแซงการเมืองในนามของกฎหมาย

แม็กซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน กล่าวไว้ว่า ความชอบธรรมของการปกครองและการครอบงำเกิดจาก ๓ ช่องทาง ในยุคโบราณ ความชอบธรรมเกิดจากจารีตประเพณี เช่น ความเชื่อในประเพณีที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมานาน หรือความศรัทธาในศาสนาหรือวัด ต่อมาความชอบธรรมย้ายมาตั้งอยู่ที่บารมี เช่น การเคารพเชื่อฟังผู้นำที่เข้มแข็งและมีบารมี จนมาถึงสมัยใหม่ ความชอบธรรมต้องเกิดจากกฎหมาย ในรัฐสมัยใหม่ ความชอบธรรมของการปกครองล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายและความเป็นเหตุเป็นผลทางกฎหมาย

ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ นักกฎหมายเยอรมันได้พัฒนาหลักนิติรัฐขึ้นเพื่อใช้จำกัดอำนาจของรัฐ และเป็นหลักประกันให้กับประชาชนว่าจะไม่ถูกรัฐใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เริ่มแรกหลักนิติรัฐ มีสาระสำคัญอยู่ที่รูปแบบ กล่าวคือ เรียกร้องว่ายามใดที่รัฐต้องการใช้อำนาจ อำนาจนั้นต้องมีที่มาจากกฎหมาย และการใช้อำนาจนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมายด้วย โดยมีองค์กรตุลาการที่เป็นกลางและอิสระทำหน้าที่ควบคุมว่าการใช้อำนาจนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ภายหลังประสบกับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่อ้างว่าการใช้อำนาจของรัฐมีที่มาตามกฎหมายและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ หลักนิติรัฐจึงขยายพรมแดนไปในทางเนื้อหามากขึ้น กล่าวคือ กฎหมายที่เป็นทั้งที่มาและข้อจำกัดของอำนาจรัฐนั้นต้องเป็นกฎหมายที่ดี ได้สัดส่วน ไม่มีผลย้อนหลัง มีความแน่นอนชัดเจน มีความเสมอภาค

ในทศวรรษที่ ๘๐ หลักนิติรัฐถูกแปรสภาพกลายเป็นวาทกรรมทางการเมือง วาทกรรม “นิติรัฐ” ถูกนำไปใช้กล่าวอ้างเพื่อเป็น “อำนาจ” ในการปกครอง เรียกได้ว่า หากมีรัฐใดประกาศตนว่าเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตย และต้องการสร้างความชอบธรรมในการปกครอง ตลอดจนต้องการให้นานาอารายประเทศยอมรับนับถือแล้ว ก็หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องประกาศตนเป็น “นิติรัฐ”

กล่าวให้ถึงที่สุด หลักนิติรัฐ นอกจากจะเป็นหลักที่เกิดขึ้นมาเพื่อจำกัดการใช้อำนาจของรัฐที่ไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนแล้ว อีกมุมหนึ่ง หลักนิติรัฐยังกลายเป็นฐานของความชอบธรรมในการปกครองประเทศอีกด้วย “กฎหมาย” จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นของการปกครองในรัฐสมัยใหม่ ในฐานะตัวแทนของความชอบธรรม และในฐานะเครื่องมือของการปกครอง

เมื่อวาทกรรม “นิติรัฐ” เบ่งบานเช่นนี้ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจเข้าแทรกแซงการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ด้วยวิธีล้าสมัยแบบเดิมๆ เช่น การใช้อาวุธ การลอบฆ่า การลักพาตัว การยึดทรัพย์โดยคณะรัฐประหาร ตรงกันข้าม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายจำเป็นต้องควานหา “กฎหมาย” มาใช้เป็นฐานของความชอบธรรม ดังปรากฏให้เห็นจากกรณีรัฐประหาร

รัฐประหารเป็นของแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตย และไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังมีโทษทางอาญาอีกด้วย ไม่มีรัฐธรรมนูญใดในโลกที่อนุญาตให้คณะบุคคลใดมีสิทธิก่อการรัฐประหารได้ตามใจชอบ เมื่อรัฐประหารเป็นสิ่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วไซร้ หากคณะรัฐประหารเข้ามายึดอำนาจได้สำเร็จ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อรับรองความชอบด้วยกฎหมายของรัฐประหาร

เมื่ออำนาจนอกรัฐธรรมนูญที่เข้ามาโดยรัฐประหารปราศจากความชอบธรรมทางการเมือง อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องเร่งสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายขึ้นมาแทน ด้วยการ “ล้ม” รัฐธรรมนูญเก่าเพื่อลบล้างความผิด และ “เสก” รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อใช้แปรสภาพอำนาจนอกรัฐธรรมนูญให้กลายเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ เมื่อผสมกับจารีตประเพณีของนักกฎหมายที่ยอมรับกันว่า หากคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด คณะรัฐประหารก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตรารัฐธรรมนูญใหม่ ตรากฎหมายต่างๆ และแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งได้ จึงเป็นอันว่าอำนาจนอกรัฐธรรมนูญถูกทำให้สมบูรณ์ในทางกฎหมาย

เมื่อรัฐประหารเป็นไปเพื่อกำจัดรัฐบาลเดิม จึงหลีกหนีไม่พ้นต้องสร้างกลไกปราบปราม หากอำนาจนอกรัฐธรรมนูญใช้กำลังหรืออำนาจดิบเถื่อน เข้าปรามปรามฝ่ายตรงข้ามโดยตรง สังคมย่อมไม่อาจยอมรับได้ ด้วยเหตุนี้ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องพยายามสร้างกลไกปราบปรามให้มีความเป็นเหตุเป็นผล (rationality) มากขึ้น ด้วยการซ่อนกลไกนั้นให้อยู่ในรูปของกฎหมาย อาจกล่าวได้ว่า อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องพยายามแปรสภาพอำนาจที่ “แข็งกระด้าง” ให้เป็นอำนาจที่ “อ่อนนุ่มลง”

อำนาจนอกรัฐธรรมนูญอาจเขียนกฎหมายกำหนดโทษแรงขึ้นและให้มีผลย้อนหลัง เขียนกฎหมายแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆเพื่อทำหน้าที่จัดการรัฐบาลเดิม ตลอดจนเขียนกฎหมายทั้งหลายที่จำเป็นต่อการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม และเมื่อมีเสถียรภาพและแรงต่อต้านเริ่มหายไป อำนาจนอกรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่องถ่ายอำนาจการตรากฎหมาย ด้วยการสร้างสภานิติบัญญัติขึ้นเพื่อทำหน้าที่ “ผลิต” กฎหมายที่ใช้ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามแทนตนเอง

อย่างไรก็ตาม ตัวบทกฎหมายที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญบรรจงสร้างขึ้น เป็นเพียงตัวอักษรลอยๆ เพื่อให้ตัวบทกฎหมายเหล่านั้นมีผลเป็นรูปธรรม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องพึ่งพาองค์กรตุลาการเพื่อให้นำตัวบทกฎหมายนั้นไปใช้บังคับและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทให้มีผลเป็นที่สุด

อำนาจนอกรัฐธรรมนูญพยายามผลิตซ้ำ “ตุลาการภิวัตน์” เพื่อสร้างความเชื่อที่ว่านักการเมืองเป็นคนเลว การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก แต่องค์กรตุลาการเป็นคนดี มีคุณธรรม มีความเป็นกลาง ปราศจากผลประโยชน์ จึงต้องให้อำนาจองค์กรตุลาการควบคุมนักการเมือง และขยายบทบาทขององค์กรตุลาการไปแทรกแซงการเมือง

การยืมมือองค์กรตุลาการในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม นับเป็นอุบายที่แยบคาย เพราะ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญสามารถอ้างได้เสมอว่าหลักนิติรัฐเรียกร้องให้มีองค์กรตุลาการทำหน้าที่ควบคุมการใช้อำนาจ และคำวินิจฉัยขององค์กรตุลาการก็ทำให้ข้อพิพาทเป็นที่สุดในตัวเอง อีกทั้งการกระทำขององค์กรตุลาการยังมีเกราะคุ้มกันอย่างข้อหา “หมิ่นศาล” อีกด้วย

การสถาปานาให้กฎหมายเป็นใหญ่ของพวกอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจทำให้ “กฎหมาย” ที่เป็นธรรมเป็นใหญ่ได้ ตรงกันข้าม กลับกลายเป็นการทำให้ “นักกฎหมาย” เป็นใหญ่มากกว่า เพราะ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องพึ่งพานักกฎหมายเข้าไปเป็น “ช่างเทคนิค” หรือ “เนติบริกร” ช่วย “เสก” กฎหมายเพื่อเป็นฐานความชอบธรรมของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการแทรกแซงการเมืองในระบบ

เมื่อวาทกรรม “นิติรัฐ” “การปกครองโดยกฎหมาย” และ “กฎหมายเป็นใหญ่” ครอบงำสังคม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้อง “ยืมมือ” กฎหมาย ทั้งเพื่อใช้สนับสนุนและผลิตซ้ำอุดมการณ์บางอย่าง ทั้งเพื่อใช้ปราบปรามอุดมการณ์และศัตรูฝ่ายตรงข้าม และทั้งเพื่อใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจของตน

ในสายตาของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลาย กฎหมายจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อ “ความยุติธรรม” กฎหมายจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย แต่กฎหมายเป็นเพียง “เครื่องมือ” เพื่อใช้อ้างความชอบธรรมของการใช้อำนาจ และเพื่อใช้สะกดผู้อยู่ใต้อำนาจให้เชื่อฟัง

เมื่อตัวกฎหมายถูกลดสถานะเหลือเพียงเครื่องมือเพื่อค้ำจุน “ระบอบบางระบอบ” กลไกทางกฎหมายจึงบิดเบี้ยวไปจากที่ควรจะเป็น

นี่เป็นผลเสียระยะยาวจากการที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญยุคใหม่ปรารถนาเข้าแทรกแซงการเมืองโดยผ่านกฎหมาย

มาถึงประเด็นที่สอง

๒. ความชอบธรรมและสถานะของผลิตผลของคณะรัฐประหารและพวกที่อ้างว่ามาในรูปของ “กฎหมาย”

แวดวงของวิชานิติปรัชญา มีคำถามหลักคำถามหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจของวิชานี้ คือ กฎหมายคืออะไร? หรืออะไรบ้างที่เราถือว่าเป็นกฎหมาย? ในส่วนของผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารนั้น เราจะถือว่ามีสถานะเป็นกฎหมายหรือไม่ ในทางทฤษฎีมีอยู่ ๒ ความเห็น

ความเห็นแรก คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารมีสถานะเป็นกฎหมาย มีความสมบูรณ์ทางกฎหมาย ความเห็นนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้สำเร็จแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีแรงต่อต้าน คณะรัฐประหารนั้นก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ อำนาจอธิปไตยรวมศูนย์อยู่ที่คณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารย่อมสามารถตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับได้ ดังนั้น คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารทั้งหลายจึงมีสถานะเป็นกฎหมาย

ตามความเห็นนี้ หากคณะรัฐประหารอ้างว่าตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์เพราะไม่มีแรงต่อต้านอีกต่อไป ก็สมควรพิจารณาต่อไปด้วยว่า ที่ว่าไม่มีแรงต่อต้านและประชาชนให้การยอมรับนั้น เป็นการยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างแท้จริงหรือจำเป็นต้องยอมรับเพราะคณะรัฐประหารเป็นผู้ถืออาวุธกันแน่

ความเห็นที่สอง รัฐประหารเป็นการทำลายระบบกฎหมายเดิม ในระหว่างที่ยังไม่มีการก่อตั้งระบบกฎหมายขึ้นใหม่ คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารจึงเป็นเพียงคำสั่งหรือประกาศในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย จนกว่าจะมีการก่อตั้งระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ ซึ่งปรากฏให้เห็นจากการยอมรับนับถือและปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่องจากทุกฝ่าย และคณะรัฐประหารได้ตรากฎหมายขึ้นเพื่อรับรองความสมบูรณ์ทางกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารนั้น

จะเห็นได้ว่า ทั้งสองความเห็นแตกต่างกันในรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ ความเห็นแรก ยืนยันว่าคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารมีผลเป็นกฎหมายทันที แต่ความเห็นที่สอง เห็นว่าต้องมีการรับรองคำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหารเสียก่อนจึงจะมีผลเป็นกฎหมาย แต่ทั้งสองความเห็นก็ไม่ได้ปฏิเสธสถานะความเป็นกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหาร

สมควรกล่าวด้วยว่า ความเห็นทั้งสองความเห็นนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดของสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยม ที่พิจารณาแต่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ และไม่นำคุณค่าทางศีลธรรมมาปะปนกับกฎหมายเท่าที่ควร อนึ่ง ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมมีแต่ความเลวร้ายอย่างที่สังคมไทยเข้าใจกัน ซึ่งหากจะอภิปรายทำความเข้าใจสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมเสียใหม่แล้ว คงไม่เหมาะสมกับเวทีวันนี้และเวลาอาจไม่เพียงพอ

ในส่วนของคำพิพากษาของศาลไทย ศาลไทยได้มีคำพิพากษาจำนวนมาก จนอาจถือได้ว่าเป็นบรรทัดฐานไปแล้วว่า คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร และกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่กำเนิดโดยคณะรัฐประหารนั้น มีสถานะเป็นกฎหมาย

ตัวอย่างเช่น…

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕

“เมื่อใน พ.ศ.๒๕๐๑ คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกด้วยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร”

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓

“แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกหรือประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่”

มีข้อสังเกตว่า เคยมีคำพิพากษาของศาลไนจีเรียและปากีสถานที่ปฏิเสธความเป็นกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ศาลไนจีเรียตัดสินว่า “รัฐประหารโดยกองกำลังทหารที่เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลในปี ๑๙๖๘ เป็นเพียงการเปลี่ยนอำนาจจากรัฐบาลมาสู่คณะรัฐประหารเท่านั้น ไม่ได้เป็นการล้มระบบกฎหมายเดิม อำนาจนิติบัญญัติขององค์กรผู้มีอำนาจนิติบัญญัติใหม่ จึงต้องขึ้นกับเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญเดิม ประกาศของคณะรัฐประหารไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว ต้องถูกยกเลิก” ส่วนศาลปากีสถานตัดสินว่า “ประกาศของคณะรัฐประหารที่ให้อำนาจทหารในการควบคุมตัวบุคคลได้โดยไม่มีกำหนดเวลาย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประกาศดังกล่าวจะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อผ่านการยอมรับขององค์กรตุลาการและองค์กรนิติบัญญัติ”

นอกจากความเห็นทางทฤษฎีและคำพิพากษาบรรทัดฐานแล้ว มีความเห็นที่น่าสนใจของ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ผมพูดไม่ผิดนะครับ ศ.เสน่ห์ คนคนเดียวกันกับที่สนับสนุน ๑๙ กันยา แต่ความเห็นของ ศ.เสน่ห์นี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว โดยผมค้นมาจากหนังสือที่ถือเป็นอนุสารวรีย์ของท่านในชื่อ “การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ”) ท่านเห็นว่า คำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหารมีสถานะเทียบเท่ากฎหมายเพียงชั่วคราวเฉพาะในช่วงรัฐประหารนั้นเท่านั้น หากมีการตรารัฐธรรมนูญถาวรขึ้นใหม่ มีกระบวนการนิติบัญญัติและตุลาการตามระบบปกติดังเดิมแล้ว คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารต้องสิ้นสภาพความเป็นกฎหมายทันที

แม้มิติทางกฎหมาย จะมีแนวโน้มไปในทางที่ยอมรับว่าคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารอาจมีสถานะเป็นกฎหมายได้ แต่หากพิจารณามิติทางการเมืองประกอบแล้ว ก็มีปัญหาตามมาว่า คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น ตลอดจนกฎหมายที่ สนช.ตราขึ้นมีความชอบธรรมทางการเมืองมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในรัฐสมัยใหม่ที่ถือหลักประชาธิปไตยและไม่ยอมรับการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาล

๓. กฎหมายที่เป็นมรดกตกทอดของคณะรัฐประหารและพวก

หลังการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม หลายต่อหลายคนมองว่าคณะรัฐประหารและพวกประสบความพ่ายแพ้ เพราะผลการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคการเมืองขั้วเดิม ทั้งๆที่กลไกอำนาจรัฐทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองนั้นก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแสดงออกซึ่งการปฏิเสธรัฐประหาร ๑๙ กันยาในรูปแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ถ่องแท้ เราจะพบว่าคณะรัฐประหารและพวกไม่ได้พ่ายแพ้ไปอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราตั้งสมมติฐานว่า “ธง” ของคณะรัฐประหารและพวก คือ การกำจัดรัฐบาลเข้มแข็งออกไปจากการเมืองไทย ไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งสามารถอ้างว่าตนเองมาจากเสียงข้างมากอย่างแท้จริง ไม่ต้องการผู้นำทางการเมืองในระบบที่ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับผู้มีบารมีนอกระบบ ก็นับได้ว่าคณะรัฐประหารและพวกยังประสบความสำเร็จอยู่ เพราะ กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารและพวกสร้างขึ้นได้ส่งผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์และยังคง “ออกดอกผล”ต่อไปในอนาคต

ด้วยเวลาการภิปรายที่มีอย่างจำกัด จะขอยกตัวอย่างกลไกทางกฎหมายบางส่วนที่เห็นได้ชัดเจน

๓.๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมให้บรรดาข้าราชการระดับสูงมีบทบาทและอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ยังลดทอนอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในสาระสำคัญอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังทำลายความสำคัญของพรรคการเมือง กีดกันโอกาสในการเข้าไปดำเนินนโยบายของพรรคการเมือง ไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ตลอดจนมุ่งหมายให้การกำหนดทิศทางประเทศขึ้นอยู่กับกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่ง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน จะขอยกตัวอย่างบางส่วน

ระบบการเลือกตั้ง ส.ส.

ในส่วนของ ส.ส.ระบบแบบแบ่งเขต รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเลือกผู้สมัครได้ตามจำนวน ส.ส.ที่พึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น นั่นย่อมหมายความว่าผู้มีสิทธิแต่ละคนมีสิทธิเลือกผู้สมัครได้ในจำนวนที่ไม่เท่ากัน บางเขตเลือกตั้งอาจเลือกได้ ๑ คนหรือ ๒ คนหรือ ๓ คนแล้วแต่กรณี ซึ่งสร้างความไม่เท่าเทียมกันในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขต และอาจจะส่งผลกระทบต่อไปถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัญหาที่ระบบการเมืองไทยประสบมายาวนานและพยายามหลีกเลี่ยง

สำหรับ ส.ส.ระบบสัดส่วนจำนวน ๘๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกบัญชีรายชื่อโดยแบ่งเป็น ๘ กลุ่มจังหวัด กลุ่มละ ๑๐ คนนั้น ก็ไม่สามารถอธิบายฐานคิดในการกำหนดกลุ่มจังหวัดได้ว่าต้องการให้ผู้แทนตามบัญชีรายชื่อของแต่ละกลุ่มจังหวัดเป็นผู้แทนของกลุ่มประชาชนหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด และจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งกลุ่มจังหวัด การจัดแบ่งบัญชีรายชื่อเป็น ๘ บัญชีและลดจำนวน ส.ส.ระบบสัดส่วนให้เหลือเพียง ๘๐ คน ได้ทำลายข้อดีของระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ลงโดยไม่มีเหตุผลใดในทางวิชาการรองรับ นอกจากเหตุผลที่ว่าหวาดกลัวพรรคการเมืองใหญ่ในอดีตที่เคยเข้ายึดครองที่นั่งของ ส.ส.ระบบสัดส่วนเป็นจำนวนมาก และมีการอ้างตัวเลขคะแนนเสียงที่ประชาชนสนับสนุนเท่านั้น

ที่มาของส.ว.

รัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจแก่วุฒิสภามาก ทั้งการกลั่นกรองร่างกฎหมาย การให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง แต่กลับกำหนดให้ ส.ว. มีจำนวน ๑๕๐ คนมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนและจำนวนที่เหลือให้มาจากการสรรหา การผสมสัดส่วนของส.ว.ที่มาจากการสรรหา ไม่อาจตอบปัญหาความเป็นตัวแทนของประชาชนได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากอำนาจอันมีอยู่มากของวุฒิสภา ยิ่งกว่านั้น การกำหนดให้จังหวัดแต่ละจังหวัดไม่ว่าจะมีจำนวนประชากรเท่าใดมี ส.ว.ได้จังหวัดละ ๑ คน ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ในทางวิชาการ สำหรับ ส.ว.ซึ่งมีที่มาจากการสรรหานั้น ก็ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลซึ่งมาจากฝ่ายตุลาการและข้าราชการระดับสูงซึ่งดำรงตำแหน่งประธานองค์กรอิสระต่างๆ โดยหาความเชื่อมโยงกับประชาชนมิได้ อันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญนี้ให้คุณค่าแก่บรรดาอภิชนมากกว่าการยอมรับนับถืออำนาจการตัดสินใจของประชาชน

การรับรองให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้เต็มวาระ

ภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา คณะรัฐประหารได้ออกประกาศและคำสั่งตามมาจำนวนมากที่เกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่ง เป็นการรับรองการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ให้มีอำนาจหน้าที่ตามเดิมต่อไป อีกส่วนหนึ่ง เป็นการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๒ กำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งไปทั้งคณะ และกำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพียงคนเดียวมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่เป็นทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้งคณะ อีกนัยหนึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพียงคนเดียวทำหน้าที่ทั้งสืบสวน สอบสวน ชี้มูลความผิด และลงมติตัดสิน ซึ่งขัดกับลักษณะขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จะเห็นได้ว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๒ ได้ทำลายระบบการตรวจเงินแผ่นดินให้เสียสมดุลไปหมดสิ้น แต่แทนที่รัฐธรรมนูญจะเร่งขจัดข้อเสียที่ว่านี้ ตรงกันข้าม กลับรับรองอำนาจของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปอีกตามมาตรา ๓๐๑ วรรคสองที่กำหนดว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน”

นั่นก็หมายความว่า ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (คนเดิมและคนเดียว) ซึ่งรับเหมาทำแทนทั้งตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้งหมด และทั้งตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีก จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินชุดใหม่

ในส่วนขององค์กรอื่นๆที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่ง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐประหารได้มีประกาศฉบับที่ ๑๙ แต่งตั้งบุคคล ๙ คนให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการป.ป.ช. เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับก็ควรกำหนดให้เริ่มกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อขจัดข้อครหาว่าเป็นบุคคลที่คณะรัฐประหารเลือกมา แต่บทบัญญัติในมาตรา ๒๙๙ วรรคสองของรัฐธรรมนูญนี้ กลับรับรองให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดดังกล่าว ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งเต็ม ๙ ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

กระบวนการยุบพรรค

ในรัฐเสรีประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะถูกยุบได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำที่เป็นการทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เช่น มีอุดมการณ์หรือนโยบายไปในทางเผด็จการหรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การยุบพพรคการเมืองไม่ใช่เกิดจากสาเหตุเล็กน้อย แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลายกลับมีบทบัญญัติที่เอื้อให้การยุบพรรคเป็นไปโดยง่าย เช่น กำหนดให้พรรคการเมืองอาจถูกยุบได้หากมีกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่า หากมีกรรมการบริหารพรรคใดได้รับใบแดงจาก กกต. พรรคการเมืองนั้นก็อาจถูกยุบได้ ความข้อนี้ นับเป็นการทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองโดยแท้

อำนาจของ กกต.ในการแจกใบเหลือง-ใบแดง

การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตยได้อย่างชัดเจนที่สุดในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองผ่านการเลือกตั้งแล้ว การใช้อำนาจอธิปไตยนั้นต้องมีผลทันที โดยไม่มีองค์กรใดมากีดขวาง แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับให้กกต.เพียง ๕ คน เป็นผู้คั่นกลางในการเลือกตั้ง มีอำนาจประกาศผลการเลือกตั้งหรือให้ใบเหลือง-ใบแดงผู้สมัคร อำนาจเช่นว่านี้ยังมีผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่อาจมีองค์กรอื่นใดทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ได้

ใบเหลือง-ใบแดง นอกจากจะไม่ทำให้เกิดการเมือง “ขาวสะอาด” (ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน) ยังกลับกลายเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้การเมืองได้เดินหน้าต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น และไม่แน่นอนเสมอไปว่าการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตยจะส่งผลทันที เพราะ กกต.มีอำนาจในการไม่รับรองเสียงที่ประชาชนลงให้ผู้สมัคร

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

รัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างละเอียด ครอบคลุมนโยบายเกือบทุกเรื่องและบางเรื่องก็ไม่สอดคล้องกัน อีกทั้งยังบังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายตามที่กำหนดไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ ทำให้รัฐบาลไม่มีอิสระในการกำหนนโยบายของตนเองเท่าที่ควร นอกจากนี้ ในมาตรา ๗๗ ยังกำหนดให้รัฐบาลต้องมีนโยบายซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้พอเพียงและทันสมัยอีกด้วย

มาตรา ๓๐๙

มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” กล่าวโดยสรุปด้วยภาษาง่ายๆ มาตรา ๓๐๙ ได้เสกให้ ๑.) คำสั่ง คปค. ๒.) ประกาศ คปค. ๓.) การปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ และ ๔.) การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับ ๑-๓ ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ไม่ว่าโดยแท้จริงแล้วจะชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ทุกประการ

๓.๒. พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๐

กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจผู้อำนวยการ กอ.รมน.มาก ให้อำนาจรัฐในการออกมาตราการกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้มากมาย อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการแปลงรูปรัฐประหารซึ่งอยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบในรูปของกฎหมาย ซึ่งในรายละเอียด เข้าใจว่าคุณหมอเหวงและอาจารย์จรัลจะกล่าวถึงต่อไป

๓.๓. พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงกลาโหม

กฎหมายฉบับนี้ได้ลดทอนอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารระดับสูง รัฐบาลไม่อาจมีอัตวินิจฉัยในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการทหารได้ดังเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลผู้ได้รับมอบอาณัติจากประชาชนกลับไม่สามารถมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายได้ หากเราใช้ภาษาของอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ก็คือ กฎหมายนี้เป็นการสถาปนา “รัฐซ้อนรัฐ” นั่นเอง

นี่เป็นตัวอย่างกลไกทางกฎหมายบางส่วนเท่านั้นที่คณะรัฐประหารและพวกได้ทิ้งเอาไว้ ยังมีกฎหมายอีกหลายๆฉบับ ซึ่งผู้ร่วมอภิปรายท่านอื่นๆจะได้อภิปรายต่อไป

จากนี้ไป เราจะเห็นเกมทางการเมืองที่แปรสภาพให้เป็นเกมทางกฎหมายจำนวนมาก เพราะเมื่อมาในนามของกฎหมาย ย่อมมีความขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลเป็นที่สุด ให้ทุกคนต้องยอมรับ เราอาจมีโอกาสเห็นเกมทางกฎหมายเช่น การยุบพรรค การแจกใบเหลือง-ใบแดง การเข้าชื่อเพื่อขอถอดถอนรัฐมนตรี ตลอดจนการฟ้องคดีความต่างๆ เพราะ กลไกต่างๆในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆเปิดช่องเอาไว้

๔. ควรทำอะไรต่อไป?

แม้พวกเราจะไม่ยอมรับรัฐประหารและผลิตผลของรัฐประหารทั้งปวง แต่ในความเป็นจริงกลไกของคณะรัฐประหารและพวกก็มีผลและยังคงดำเนินต่อไปอยู่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาในทางปฏิบัติว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

รัฐบาลควรเร่งเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว อาจเริ่มต้นจากตั้งคณะกรรมการเพื่อรวบรวมความเห็นกำหนดกรอบและประเด็นที่ควรแก้ไข โดยอาจมีทางเลือกระหว่างรื้อทิ้งทั้งหมดแล้วกำหนดโครงสร้างรัฐธรรมนูญเสียใหม่ หรือใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นตัวตั้งและแก้ไขข้อบกพร่องในบางจุด อนึ่ง ดีๆชั่วๆรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็มีที่มาจากประชามติ ซึ่งทำให้ฝ่ายสนับสนุนรัฐธรรมนูญนี้สามารถอ้างฐานความชอบธรรมได้มากพอควร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งรณรงค์ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นวาระที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน เสมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการเพื่อนำประกาศ คำสั่งคณะรัฐประหาร และกฎหมายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตราขึ้นทั้งหมด มาพิจารณาดูเนื้อหาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเกินไปหรือไม่ ตลอดจนเอื้อต่อพัฒนาการประชาธิปไตยหรือไม่ โดยคณะกรรมการดังกล่าว ต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลายจากทุกๆฝ่าย ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายใดเป็นกฎหมายที่ดี ก็ควรเสนอให้รัฐสภาลงมติรับรองกฎหมายนั้น เพื่อสร้างความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยในฐานะที่รัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชน ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายใดมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็ควรเสนอให้รัฐสภาแก้ไขหรือยกเลิกเสีย

ในส่วนของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ควรรวมตัวกันใช้กลไกทางกฎหมายเท่าที่มีอยู่ (แม้เราไม่เคยยอมรับกลไกตามรัฐธรรมนูญนี้ หรืออาจคาดเดาผลลัพธ์ได้ว่าคงไม่สำเร็จก็ตาม) เพื่อทดสอบว่าผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารและพวก หรือกฎหมายที่ตราขึ้นโดย สนช. นั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่น ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือทดสอบมาตรา ๓๐๙ ว่าคุ้มกันคณะรัฐประหารและพวกมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายอาจรณรงค์เข้าชื่อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เป็นมรดกตกทอดจากคณะรัฐประหารและพวก

อนึ่ง นอกจากกฎหมายทั้งหลายแล้ว เราควรตรวจสอบการดำเนินงานของคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยาและองค์กรที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของคณะรัฐประหารและองค์กรลูกหลานของคณะรัฐประหาร เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ดำรงตำแหน่งในหลายๆองค์กร เรื่องการคำนวณงบประมาณที่เสียไปนับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประจำที่ใช้ไปกับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของคณะรัฐประหารและองค์กรต่างๆที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ค่อยได้ถูกเปิดเผยชัดเจนเท่าไรนัก ตลอดจนควรประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย

บทสรุป

ประชาธิปไตย คืออะไร อาจเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่อย่างน้อยประชาธิปไตยก็มีสาระสำคัญพื้นฐานของมันอยู่ ก็คือ การปกครองโดยเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องเคารพและไม่ไปข่มเหงรังแกเสียงข้างน้อย ในขณะเดียวกันเสียงข้างน้อยต้องอดทนต่อกฎเกณฑ์ที่มาจากมติของเสียงข้างมาก และอดทน รณรงค์ทางการเมืองเพื่อรอวันกลับไปเป็นเสียงข้างมาก

แน่ละ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้ง ตรงกันข้าม ประชาธิปไตยยังต้องมีการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี การมีส่วนร่วมของประชาชน การชุมนุมประท้วง อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งก็เป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการปกครองประชาธิปไตย เราจะมีเครื่องมือใดที่ใช้วัดความนิยมทางการเมืองได้ดีเท่านี้ หรือต้องให้ผู้มีบารมี-คุณธรรมเท่านั้นหรือที่มีสิทธิออกมาบอกได้ว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นใคร รัฐบาลต้องเป็นใคร?

ตลอด ๖๐ ปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ (ผมเอาปี ๒๔๙๐ หลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ไป ๑ ปีเป็นเกณฑ์ เพราะเป็นปีที่รัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีรัฐประหาร-วงจรอุบาทว์ของการปกครองไทย และเป็นปีที่อุดมการณ์คณะราษฎร ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เริ่มถูกกำจัดจนหายไปจากการเมืองไทย) มีความพยายามลดคุณค่าของการเลือกตั้ง ให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก มีแต่การซื้อเสียง ประชาชนผู้ลงคะแนนเป็นคนโง่ นักการเมืองเป็นปีศาจ การเมืองแบบผู้แทนเป็นเรื่องเหลวไหล มีแต่เอาชนะคะคานและมุ่งหาผลประโยชน์ ความพยายามเช่นนี้มีเพื่ออะไร? ก็เพราะว่าหากการเลือกตั้งและการเมืองในระบบรัฐสภาถูกลดคุณค่าจนต่ำเตี้ยติดดินแล้ว ย่อมทำให้อำนาจของผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรม มีการศึกษา และผู้ที่อ้างว่าตนไม่อยากไปแปดเปื้อนกับการเมืองสกปรกนั้น สูงเด่นขึ้นมาแทน เมื่อประชาชนเหม็นเบื่อกับการเมืองในระบบรัฐสภา ก็จะไปเรียกหาผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรมเข้ามาแทนที่นั่นเอง

โลกสมัยใหม่ ทรัพยากรมีอย่างจำกัดแต่ประชากรมีมากขึ้น ความคิดเห็นแตกต่างกันมากขึ้น คงมีแต่ประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะประสานคนทุกกลุ่ม ทุกความเชื่อ ทุกอุดมการณ์ ให้เข้ามาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ การแลกเปลี่ยน แสดงความเห็น ปรึกษาหารือร่วมกันจนได้มติออกมา ย่อมทำให้มตินั้นมีความชอบธรรมในตัวมันเอง การเผด็จอำนาจของเหล่าผู้อวดอ้างบารมี-คุณธรรมเพื่อสงวนสิทธิขาดชี้เป็นชี้ตายและกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง โดยมองเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงของคนโง่ซึ่งไม่ควรให้ราคานั้น ย่อมเป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย

ณ วันนี้…

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง ประชาธิปไตย หรือ อำมาตยา-อภิชนาธิปไตย

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง อำนาจของประชาชน หรือ อำนาจของอภิชน

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง เสียงของทุกคนมีน้ำหนักเท่าเทียมกัน หรือ เสียงของอภิชนมีค่ามากกว่าคนทั่วไป

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง พลเรือนเป็นใหญ่ หรือ ทหารเป็นใหญ่

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การส่งเสริมคุณค่าของการเลือกตั้งในฐานะเป็นการแสดงออกซึ่งเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดของประชาชน หรือ การลดทอนคุณค่าของการเลือกตั้งให้เป็นเพียง “ส่วนเสริม” ของประชาธิปไตยแบบไทยๆ

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การเมืองที่ดำเนินไปด้วยมือของประชาชนเอง หรือ การเมืองที่ต้องมีผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรมเป็นผู้อนุบาล

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง สมานฉันท์ที่หมายถึง ทุกคน ทุกความเห็น มีน้ำหนักเท่าๆกัน สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนและอยู่ด้วยกันได้ หรือ สมานฉันท์ที่หมายถึง พวกเอ็งจงอยู่ในความสงบ ปล่อยให้พวกข้าที่มีคุณธรรมสูงเท่านั้นที่จะมีสิทธิชี้ชะตาบ้านเมือง

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้ากัน หรือ การใช้กฎหมายแบบดูหน้าคน ทีเอ็ง ข้าใช้กฎหมาย ทีข้า เอ็งห้ามใช้กฎหมายเพราะข้ามีคุณธรรม

หากเราเลือกทางแรก คงไม่มีทางสำเร็จตราบใดที่ยังมีกลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารและพวกได้วางเอาไว้ ภารกิจสำคัญของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย จึงหนีไม่พ้นต้องเร่งกำจัดกลไกทางกฎหมายที่อคติ และฟื้นฟูระบบกฎหมายที่เป็นธรรมและเอื้อต่อพัฒนาการประชาธิปไตยกลับคืนมา

ขอบคุณครับ

Journal of Contemporary Asia – รัฐประหารไทยในวารสารฝรั่ง

February 17th, 2008

Journal Of Contempory Asia

ความสำคัญของ Journal of Contemporary Asia (JCA) เล่มนี้คือการอุทิศทั้งเล่มว่าด้วยเมืองไทยหลังรัฐประหาร

ฟ้าเดียวกันออนไลน์ เสนอบทความ 7 ชื้นในเล่มสำหรับท่านผู้สนใจดาวน์โหลด

Introduction: Thailand and the ‘‘Good Coup’’
MICHAEL K. CONNORS and KEVIN HEWISON
Download PDF

Article of Faith: The Failure of Royal Liberalism in Thailand
MICHAEL K. CONNORS
Download PDF
Calls for ‘‘royal intervention’’ to end the political crisis that wracked Thailand in 2006 were consistent with the disposition of Thai liberalism. The apparent paradox of liberals seeking a seemingly extra-constitutional solution to end the popular rule of Thaksin Shinawatra’s government stems from the agnosticism of liberalism to majoritarian democracy. The specific challenges that emerged as a consequence of Thaksin’s rise led liberals to mobilise royalist ideas to withstand Thaksin’s assault on the liberally conceived 1997 Constitution. Key among these ideas was the notion of sovereignty as expressed in the relationship between the monarch and the people, or rachaprachasamasai. The failure of ‘‘royal liberalism’’ to bring an end to the crisis, may signal a more general failure of royal liberalism to secure political order in the future.

Review: A Book, the King and the 2006 Coup
KEVIN HEWISON
Download PDF
This article involves an assessment of Paul Handley’s important book, The King Never Smiles. A Biography of Thailand’s Bhumibol Adulyadej. The article begins with a discussion of the supposed threat the book posed to the monarchy and outlines the attempts to prevent publication. It then outlines Handley’s evaluation of the involvement of King Bhumibol Adulyadej’s palace in Thailand’s modern politics. It uses this approach as a way to examine the clash of elites within Thailand’s ruling class that led to a royalist campaign against the Thaksin Shinawatra government and the 2006 military coup.

The Thai Rak Thai Party and Elections in North-eastern Thailand
SOMCHAI PHATHARATHANANUNTH
Download PDF
Thaksin Shinawatra’s electoral success, through the Thai Rak Thai (TRT) party, has led to a debate: was the party’s electoral landslide based on the appeal of its policies or the power of money? On one side of the debate, the party’s success was seen to result from its policies that reflected the interests of widely divergent sectors of the electorate. On the other side, TRT was held to be no different from ‘‘old-style’’ political parties that relied on money politics (vote buying, buying members of parliament and other kinds of patronage). This article explores the nature of TRT’s successes and failures by examining the operation of TRT in north-eastern Thailand. It is argued that it is wrong to single out policies or money as a source of TRT’s success because the party relied on both strategies to win elections.

Toppling Democracy
THONGCHAI WINICHAKUL
Download PDF
Thailand’s 2006 royalist coup is best understood by reference to the historical context of democratisation. The dominant historiography of Thai democratisation is either a simplistic liberal view of anti-military democracy or a royalist one that is ultimately antidemocratic. This article offers a serial history of democratisation that allows us to see the long duration of layered historical processes. As democratisation is fundamentally a break from the centralised absolute monarchy, the monarchy and the monarchists, despite their up and down political fortunes, have probably played the most significant role in shaping Thai democracy since 1932. Despite that, their role and place in history has been overlooked due to the perception that they are ‘‘above politics.’’ This article argues that, since 1973 in particular, the monarchists have assumed the status of the superior realm in Thai politics that claims the high moral ground above politicians and normal politics. With distaste for electoral politics, and in tacit collaboration with the so-called people’s sector, activists and intellectuals, they have undermined electoral democracy in the name of ‘‘clean politics’’ versus the corruption of politicians. The 2006 coup that toppled democracy was the latest effort of the monarchists to take control of the democratisation process.

A Different Coup d’E´tat?
UKRIST PATHMANAND
Download PDF
The 2006 coup d’e´tat was far more than a simple case of military seizure of power. Rather, the 19 September 2006 coup is connected intimately with the monarchy in various respects. The ‘‘royalist military’’ legitimated the coup by using the royalist discourse that was generated by the anti-Thaksin movement and the massive celebrations of the king’s 60th year on the throne. Having succeeded in overthrowing prime minister Thaksin Shinawatra, the coup makers thought they could secure the throne by ensuring loyal succession to the position of Army Commander-in-Chief in the medium term. To enhance military influence the ‘‘royal military’’ are also revitalising a Cold War relic, the Internal Security Operations Command (ISOC). In line with this political regression, it appears that military want to return Thailand to the years of ‘‘semi-democracy,’’ when the military and bureaucracy had significant power over elected politicians.

The Rural Constitution and the Everyday Politics of Elections in Northern Thailand
ANDREW WALKER
Download PDF
The Thai coup of 19 September 2006 derived ideological legitimacy from the view that the Thaksin government’s electoral mandate was illegitimate because it had been ‘‘bought’’ from an unsophisticated and easily manipulated electorate. There is nothing new about this argument, nor its use in justifying military interference. Political commentators have asserted regularly that the Thai populace lacks the basic characteristics essential for a modern democratic citizenry. Accounts of the deficiencies of rural voters often focus on their parochialism, their lack of political sophistication, the vulnerability to vote buying and the influence of electoral canvassers (hua khanaen). This article challenges this negative portrayal of rural electoral culture. Drawing on ethnographic field work in northern Thailand, it is argued that the everyday politics of elections is informed by a range of different electoral values that shape judgements about legitimate, and illegitimate, political power in electoral contexts. These local values can be usefully thought of as comprising a ‘‘rural constitution.’’

การกลับมาของสังคมนิยมในศตวรรษที่ 21

February 16th, 2008

open

สังคมนิยมเป็นทั้งแนวคิดและปรากฏการณ์ที่แสดงถึงเจตจำนงที่ดีงาม การต่อสู้ทางความคิด ความกล้าหาญสละชีวิตเข้าต่อสู้ของมนุษยชาติท่ามกลางความยอกย้อนคดเคี้ยว ความผันแปรหันเห และความสุดโต่งอย่างน่าตระหนกตกใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สังคมนิยมเพ้อฝันในกลางศตวรรษที่ 19 สังคมนิยมของมาร์กซ์ ปารีสคอมมูน การปฏิวัติรัสเซียในศตวรรษที่ 20 ตามมาด้วยการปฏิวัติสังคมนิยมที่ล้มเหลวในยุโรป สังคมนิยมแบบสตาลิน การปฏิวัติสังคมนิยมจีน การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน การปฏิวัติสังคมนิยมในอินโดจีน กรณีทุ่งสังหารของเขมรแดง จนถึงการล่มสลายของ “กลุ่มประเทศสังคมนิยม” และฟื้นคืนสู่ทุนนิยมในปลายศตวรรษที่ 20 สังคมนิยมจึงจบลงด้วยการสูญเสียความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง

กระนั้นสังคมนิยมยังคงเป็นทางออกที่ได้รับการขานรับจากผู้คนในการเคลื่อนไหวต่อสู้กับทุนนิยมยุคโลกาภิวัตน์ในต้นศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางรัฐสวัสดิการที่ถูกบั่นทอนทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ สงครามรุกรานโดยจักรวรรดินิยมในตะวันออกกลาง วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชียและละตินอเมริกา และวิกฤตการณ์โลกร้อนและสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม เราได้เห็นการเคลื่อนไหวต่อต้านแนวทางเสรีนิยมใหม่ของขบวนการแรงงานยุโรป โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี การเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมของโลกและสมัชชาสังคมโลก การต่อต้านจักรวรรดินิยมและทุนนิยมในละตินอเมริกาโดยเฉพาะที่เวเนซุเอลา การเคลื่อนไหวยึดที่ดินทำกิน ยึดโรงงาน และยึดสาธารณูปโภคเพื่อจัดการกันเองโดยมวลชนในละตินอเมริกาและแอฟริกา พร้อมกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (Participatory economy) สังคมนิยมนิเวศวิทยา (Ecosocialism) และสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 (Socialism for 21st Century) ได้กลายเป็นประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างกว้างขวาง

เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดทั้งสามข้างต้น สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 เป็นแนวทางที่ทรงพลังมากที่สุดด้วยการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของการปฏิวัติโบลิวาร์ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลอูโก ชาเวซ และการเคลื่อนไหวทางสังคมในเวเนซุเอลา ไม่ว่าจะเป็นการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ (nationalization) การจัดตั้งโครงการสวัสดิการสังคม (social welfare) เพื่อมวลชน การเข้าควบคุมกิจการของคนงาน (workers’ control) และการประกาศให้สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 เป็นแนวนโยบายของรัฐบาลและรัฐธรรมนูญของชาติ [1] ปรากฏการณ์เหล่านี้กลายเป็นการแสวงหา รื้อฟื้น และต่อยอดเพิ่มเติมให้กับสังคมนิยมโดยนักคิด นักทฤษฎี และนักเคลื่อนไหวทางสังคมในขณะนี้ โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความหมายของการพัฒนามนุษย์แบบสังคมนิยม ปัญหาการพัฒนากับการใช้เทคโนโลยี และบทบาทของคนงานกับการจัดการตนเอง

มนุษย์แบบสังคมนิยม

การพัฒนามนุษย์แบบสังคมนิยมเป็นประเด็นสำคัญของสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ผู้ที่ชี้ถึงจุดนี้คือนักเศรษฐศาสตร์นิยมมาร์กซ์แห่งมหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ประเทศแคนาดา นาม มิเชเอล เลอโบวิทซ์ (Michael A. Lebowitz) ซึ่งเขียนผลงานชื่อ Build it now: Socialism for the twenty-first century (2006) — สร้างสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ขึ้นมาเดี๋ยวนี้เถิด [2]

Lebowitzว่าด้วยสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21
เลอโบวิทซ์และผลงานของเขาว่าด้วยสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21

ในงานเขียนชิ้นนี้ เขาได้แรงบันดาลใจจากรัฐธรรมนูญโบลิวาร์ฉบับปี 1999 ของเวเนซุเอลาที่ระบุถึงการพัฒนาความสามารถของมนุษย์ เช่น ในมาตรา 299 ระบุให้มุ่งที่การพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน มาตรา 20 ประกาศว่า มนุษย์ทุกคนพึงมีสิทธิได้รับการพัฒนาบุคลิกภาพของพวกเขาอย่างเสรี และในมาตรา 102 ชี้ถึงการพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ทุกคนและการสำแดงออกซึ่งบุคลิกภาพของพวกเขาในสังคมประชาธิปไตย

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของรัฐธรรมนูญเพื่อการพัฒนามนุษย์เช่นนี้ก็คือ เศรษฐกิจเชิงสังคม (Social economy) ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซกล่าวไว้ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2003 ว่า แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนตรรกะของมนุษย์กับงาน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนทำงานกับครอบครัวของพวกเขา หรือก็คือมวลมนุษย์นั่นเอง ผู้ซึ่งเมื่อลงแรงกายทำการผลิตสรรพสิ่งร่วมกันแล้ว ก็มุ่งหวังที่จะนำผลผลิตทั้งมวลนั้นมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และยกระดับความรู้สึกนึกคิดให้สูงขึ้น การจะทำเช่นนี้ได้มนุษย์ต้องสามารถเป็นเจ้าของดอกผลในทุกด้านของโลกร่วมกัน เป็นผู้ควบคุมกระบวนการผลิต และเป็นผู้กระจายดอกผลที่สมบูรณ์พูนผลนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง โดยอาศัยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนที่เป็นประชาธิปไตย

ความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างใหม่นี้ย่อมแตกต่างจากความสัมพันธ์ทางสังคมในระบบทุนนิยมที่เราใช้ชีวิตดิ้นรนอยู่ทุกวันนี้ ทุนนิยมทำให้มนุษย์คนทำงานส่วนข้างมากของสังคมไม่สามารถเข้าถึงผลผลิตซึ่งเป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของสังคมได้ เพราะตัวของพวกเขาเองถูกผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมบีบคั้นให้พลังแรงงานส่วนบุคคลของตนกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา ส่วนผลผลิตที่เป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของพวกเขาก็เป็นสินค้าเช่นกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้สอยตอบสนองความต้องการของตนได้ ก็ต้องมีเงินตรามาแลกเปลี่ยน ในกระบวนการที่มนุษย์ต้องขายกำลังแรงงานของตนให้ผู้อื่นนี้เองที่พวกเขาลงแรงทำงานมากเกินกว่าค่าตอบแทนหรือเงินตราค่าจ้างที่ได้รับ ส่วนที่เกินมานี้ปนอยู่ในสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาและทำกำไรเป็นเงินตราให้กับนายทุน

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เศรษฐกิจเชิงสังคมจึงมุ่งเน้นไม่ใช่ที่การได้กำไรทางเศรษฐกิจ หรือมูลค่าแลกเปลี่ยน (exchange value) หากเป็นมูลค่าใช้สอย (use-value) เป็นสำคัญ เป้าหมายของสิ่งนี้คือ การก่อร่างสร้างตัวขึ้นของมนุษย์และสังคมใหม่ด้วยการเข้าถึงประโยชน์ใช้สอยของสิ่งที่ถูกผลิตได้โดยตรง โดยไม่จำต้องมีตัวกลางการแลกเปลี่ยนใดๆ มาขวางกั้น ผลผลิตที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่สินค้าอีกต่อไป

แนวคิดเศรษฐกิจเชิงสังคมจึงปฏิเสธตรรกะของทุนที่ใช้กำไรเป็นตัวชี้วัด และต่อต้านการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับการแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วแทนที่ด้วยการแลกเปลี่ยนกิจกรรมที่ตั้งอยู่บนความต้องการและเป้าประสงค์ของชุมชนโดยตรง ดังเช่นที่ประธานาธิบดีชาเวซกล่าวไว้ในปี ค.ศ. 2005 ว่า เราต้องสร้างระบบชุมชนทั้งด้านการผลิตและการบริโภคจากพื้นฐานของมวลชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในชุมชนผ่านองค์กรชุมชน สหกรณ์ การจัดการตนเอง หรือรูปแบบใดๆ

ดังนั้น ในกระบวนการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน และประสานสัมพันธ์กันทั้งการผลิตและการบริโภค โดยมีปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก กรรมสิทธิ์ของสังคม (social property) หรือการที่สังคมเป็นเจ้าของในปัจจัยการผลิต เป้าหมายของปัจจัยนี้อยู่ที่การพัฒนาความสามารถในการผลิตของชุมชนและสังคมได้อย่างเสรี สิ่งนี้แตกต่างจากการตั้งเป้าการพัฒนาเพื่อสนองตอบความต้องการส่วนบุคคลของนายทุนเป็นสำคัญ หรือของกลุ่มข้าราชการ โดยเฉพาะในรูปของรัฐวิสาหกิจ หรือแม้กระทั่งสถานประกอบการที่คนงานเฉพาะกลุ่มยึดครองเพื่อเก็บรับผลประโยชน์มาเป็นของกลุ่มตน ฉะนั้นการที่สังคมเป็นเจ้าของจึงมีความหมายถึงประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง โดยประชาชนมีหน้าที่ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตเท่านั้น หากยังเป็นสมาชิกของสังคมด้วย

ประการที่สอง การผลิตทางสังคมที่ถูกจัดตั้งโดยคนงาน (social production organized by workers) ที่ความสมานฉันท์และร่วมมือกันในการผลิตนั้นมุ่งไปสู่การไม่แบ่งแยกการทำงานระหว่างคนใช้แรงกายกับคนใช้สมองดังที่ปรากฏในสังคมทุนนิยม การไม่แบ่งแยกนี้จะนำให้มนุษย์หลุดพ้นจากชีวิตที่แปลกแยกและถูกหั่นแตกเป็นเสี้ยวส่วน โดยแรงงานถูกครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของนายทุนเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ

ประการที่สาม การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน (production for the needs of communities) ความพึงพอใจที่เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้รับการตอบสนองเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจและสื่อสารต่อกัน ดังนั้นเงื่อนไขนี้จึงต้องอาศัยการพัฒนาสถาบันประชาธิปไตยในทุกระดับชุมชนเพื่อสามารถสะท้อนความต้องการของสังคมได้ เช่น การผลิตจะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลและการตัดสินใจที่ไหลขึ้นมาจากข้างล่าง

สำหรับความสัมพันธ์ทางสังคมแบบสังคมนิยมแล้ว ความต้องการเบื้องต้นของมนุษย์ไม่ใช่สิทธิของปัจเจกชนที่จะบริโภคโดยปราศจากข้อจำกัด แต่เป็นความต้องการพัฒนาตนเองของคนงาน โดยที่การพัฒนาตนนี้จะเป็นเงื่อนไขให้ผู้อื่นทั้งหมดได้พัฒนาด้วยเช่นกัน หมายความว่า เมื่อมนุษย์สามารถควบคุมและจัดการการผลิตและการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างเป็นประชาธิปไตยและมีระดับศีลธรรมที่สูงขึ้น ย่อมเป็นโอกาสที่ตัวมนุษย์แต่ละคนจะได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน มนุษย์ที่พัฒนาแล้วแต่ละคนย่อมมีผลไปพัฒนาการผลิต การบริโภค การใช้ชีวิต และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์คนอื่นๆ ด้วย สิ่งนี้กลายเป็นผลสะเทือนที่มีต่อกันและกัน นำพาชุมชนให้ก้าวหน้าและผาสุก เพราะการกระทำการใด ๆ ได้รับการไตร่ตรองใคร่ครวญอย่างมีเหตุผล เป็นประชาธิปไตย และมีศีลธรรมของผู้คนในชุมชน

ฉะนั้น การผลิตเพื่อความต้องการของสังคมจึงต้องอาศัยกรรมสิทธิ์ของสังคม และการตัดสินใจของคนทำงานต่อความต้องการของสังคมเป็นพื้นฐานที่ขาดเสียมิได้ พื้นฐานนี้จะก้าวหน้าหรือล้าหลังก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของประชาชนและความต้องการของพวกเขา

เพื่อที่จะสร้างสังคมนิยมให้เป็นจริง ต้องสร้างในสิ่งที่มาร์กซ์ให้ความสำคัญคือ แนวคิดเรื่องปฏิบัติการที่ปฏิวัติ (revolutionary practice) ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน โดยในการเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทั้งปวง มนุษย์เป็นทั้งผู้กระทำการและผลิตผลของสิ่งที่ตนกระทำลงไปด้วย สิ่งนี้เองที่รัฐธรรมนูญโบลิวาร์ให้ความสำคัญกับปฏิบัติการและการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าจะเป็นหนทางที่บรรลุถึงการพัฒนาทั้งปัจเจกชนและกลุ่ม

ในทางกลับกัน การทำความเข้าใจในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีส่วนทำให้มนุษย์เป็นคนแบบใดนั้นชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่มนุษย์กระทำการในสังคมเก่านั้นล้วนเป็นกระบวนการผลิตซ้ำซึ่งทัศนคติและความคิดเก่าในชีวิตประจำวันด้วย เช่น การยอมรับการกำหนดเป็นลำดับชั้นจากเบื้องบน การขาดความสามารถในการตัดสินใจทั้งในที่ทำงานและในสังคม การเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการสมานฉันท์ของสังคม

ดังนั้น ด้วยการตระหนักถึงการพัฒนามนุษย์ จึงเกิดคำถามสำคัญสองประการคือ หนึ่ง การพัฒนามนุษย์จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สังคมเก่าสร้างตกทอดมาได้อย่างไร? และ สอง การพัฒนามนุษย์จะช่วยก่อให้เกิดผู้กระทำการที่ปฏิวัติ ผู้ซึ่งได้พัฒนาความสามารถของตนขึ้นได้อย่างไร?

การจัดการตนเองของคนงาน

เลอโบวิทซ์ชี้ว่า ประสบการณ์ของการสร้างสังคมใหม่ในเวเนซุเอลาให้คำตอบแก่คำถามข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยการเคลื่อนไหวอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปการณ์ของการจัดการตนเอง

เรื่องนี้เลอโบวิทซ์เห็นว่า การจัดการตนเองของคนงาน (workers’ self management) เป็นปัจจัยที่ขาดเสียมิได้ในการสร้างสรรค์สังคมนิยม ในรัฐธรรมนูญโบลิวาร์ฉบับปี 1999 กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 62 ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยที่จำเป็นเพื่อบรรลุซึ่งการพัฒนาทั้งตนเองและส่วนรวม เช่น การวางแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นประชาธิปไตย การจัดทำงบประมาณอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับชั้น

ในมาตรา 70 ยิ่งเน้นถึงการจัดการตนเอง การบริหารงานร่วมกัน และระบบสหกรณ์ในรูปแบบต่างๆ ว่าเป็นตัวอย่างของการมาสมาคมกันที่นำโดยคุณค่าแห่งความร่วมมือและความสมานฉันท์ ส่วนข้อกำหนดในมาตราที่ 135 ถึงกับระบุว่า คุณธรรมแห่งการสมานฉันท์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการพึ่งพาอาศัยกันฉันเพื่อนมนุษย์ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่พึงปฏิบัติตามความสามารถของตน

เลอโบวิทซ์ยังชี้อีกว่า สิ่งเหล่านี้คือแนวคิดของสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องต่อสู้ให้ปรากฏเป็นจริง ข้อเรียกร้องในเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในขบวนการแรงงานเวเนซุเอลาแล้ว ดังในการเดินขบวนเฉลิมฉลองวันกรรมกรสากลเดือนพฤษภาคมปี 2005 สหภาพแรงงานแห่งชาติ UNT (Unión Nacional de Trabajadores—National Union of Workers) ชูคำขวัญว่า “การบริหารร่วมกัน (co-management) คือการปฏิวัติ และคนงานเวเนซุเอลากำลังสร้างสรรค์สังคมนิยมโบลิวาร์ขึ้นแล้ว” ทว่าใน UNT ก็มีความแตกแยกในหมู่ผู้นำแรงงาน ทำให้เรื่องการจัดการตนเองของคนงานไม่ได้รับการเรียนรู้ต่อมากนัก

UNT

ขบวนแถวของ UNT ในวันกรรมกรสากล กลางกรุงคารากัส

การจัดการตนเองของคนงานต้องการความชัดเจนในเรื่องกรรมสิทธิ์ของสังคม การผลิตทางสังคมที่ถูกจัดตั้งโดยคนงาน และการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า สามเหลี่ยมพื้นฐานของสังคมนิยม (the elementary triangle of socialism) อันแตกต่างไปจากสามเหลี่ยมพื้นฐานของทุนนิยม คือ กรรมสิทธิ์เอกชน การขูดรีดแรงงาน และการผลิตเพื่อกำไร

เลอโบวิทซ์กล่าวถึงบทเรียนของการจัดการตนเองของคนงานยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1970 ว่า ถึงแม้ว่ากิจการต่างๆ จะถูกยึดเป็นของรัฐ และถูกมองว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสังคมแล้ว ทว่ากิจการเหล่านี้กลับดำเนินไปตามความต้องการของตลาดและรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มคนงานในแต่ละโรงงานเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น โรงงานเหล่านี้ยกระดับรายได้ของกลุ่มคนงานของโรงงานตนด้วยการลงทุนในระบบหุ่นยนต์ (automation) เพื่อช่วยเพิ่มการผลิต แทนที่จะขยายรับคนงานใหม่เพิ่ม ขณะที่ในปี ค.ศ. 1971 อัตราการว่างงานในยูโกสลาเวียมีสูงถึงร้อยละ 7 ของกำลังแรงงาน และมีคนงานอีกร้อยละ 20 ของกำลังแรงงานที่อพยพไปหางานทำในแถบยุโรปตะวันตก ดังนั้นสิ่งที่ขาดหายไปก็คือ การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน

ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยการผลิตคือโรงงานที่ดูเหมือนว่ากลายเป็นของสังคมแล้ว แต่คนในสังคมไม่มีโอกาสได้ใช้สอยและเกิดประโยชน์โภชผลกับชีวิตของตนเลย

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนในกระบวนการผลิตของโรงงานเหล่านี้ก็เป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม กลุ่มผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคผูกขาดความรับรู้ด้านการผลิต การตลาด การลงทุน การธนาคาร และการสร้างเครือข่าย ขณะที่คนงานไม่ได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถให้เข้ามาบริหารจัดการโรงงานของตน ผลก็คือ การแบ่งแยกระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานกายยังคงดำรงอยู่ คนงานยังคงต้องพึ่งพาผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค แม้ว่าจะมีองค์กรบริหารที่ดูเป็นประชาธิปไตยคือ สภาคนงานที่มีอำนาจตัดสินใจในทางกฎหมายด้วย ทว่ามันเป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น และในหลายกรณีสะท้อนผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนงานของโรงงานตนมากกว่าของคนงานทั้งประเทศ

เลอโบวิทซ์จึงย้ำถึงสามเหลี่ยมพื้นฐานของสังคมนิยมว่า ในกระบวนการสร้างสรรค์สังคมนิยม ทุกแง่มุมต้องได้รับการต่อสู้และสร้างขึ้นมาให้มีผลต่อกัน ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นผลด้านลบกระทบกระเทือนต่อกัน นั่นคือ สังคมนิยมต้องมีการจัดการตนเองของคนงาน การพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง และประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประเด็นนี้มีตัวอย่างการจัดการตนเองในละตินอเมริกาที่น่าสนใจดังนี้

ที่อาร์เจนตินา สหพันธ์สหกรณ์คนงานจัดการตนเอง FACTA (Federación Argentina de Cooperativas de Trabajadores Autogestionados—Federation of Self-Managed Worker Cooperatives) ที่ก่อตั้งขึ้นจากคนงานและสหภาพแรงงานเพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 2002 โดยคนงานเข้าไปยึดกิจการที่ล้มละลายจนบัดนี้มีโรงงานที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วจำนวน 220 แห่ง สามารถสร้างงานได้ 2,000 คน และสร้างรายได้ในปีนี้ได้ 300 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ผู้นำเครือข่ายสรุปว่า คนงานไม่เพียงสามารถบริหารจัดการโรงงานได้เท่านั้น หากยังจัดการเศรษฐกิจในทิศทางที่ยุติธรรมกว่าที่ทุนนิยมกระทำเสียอีก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้มาจากการที่สหกรณ์คนงานเป็นอิสระ สามารถต้านทานการแทรกแซงของพรรคการเมืองและอำนาจรัฐได้

Autogestión

Autogestión หมายถึง การจัดการตนเอง ยุทธศาสตร์สำคัญของขบวนการแรงงานอาร์เจนตินาหลังวิกฤตเศรษฐกิจ

นอกจากนี้แรงสนับสนุนทางสากลยังมีส่วนช่วยให้การจัดการตนเองของคนงานเป็นไปได้ เช่น รัฐบาลเวเนซุเอลาสนับสนุนกิจการของเครือข่ายสหกรณ์คนงานเสรีด้วยการสั่งซื้อรถแทรกเตอร์จำนวน 2,000 คัน และสนับสนุนกิจการผลิตพลาสติกในเซาเปาโลของบราซิลที่คนงานบริหารจัดการอยู่ คือโรงงาน Flasco โดยการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เวเนซุเอลาแลกวัตถุดิบกับเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับการสร้างบ้านจากกิจการของบราซิล

ในเรื่องค่าจ้าง ที่โรงงานพลาสติกในบราซิล คนงานใช้ระบบจ่ายค่าจ้างตามทักษะแรงงานที่แตกต่างกัน เพื่อจูงใจให้แรงงานมีฝีมืออยู่ทำงานให้ สิ่งนี้แตกต่างจากของสหกรณ์คนงานเสรีที่อาร์เจนตินา ซึ่งจ่ายค่าแรงคนงานในอัตราเท่ากันหมด

ส่วนที่โรงงาน Industria Venezolana Endógena de Válvulas (Inveval) ในเวเนซุเอลา การจัดการตนเองของคนงานอยู่ภายใต้การตัดสินใจร่วมกันของสภาคนงานกับกรรมาธิการด้านต่างๆ เช่น การเงิน สังคม การเมือง เทคนิค เป็นต้นซึ่งได้รับเลือกให้อยู่ในสภาคนงานด้วย และพร้อมจะถูกถอดถอนได้ทุกเมื่อจากสภาคนงานเช่นกัน

ในการจัดการกับปัญหาการแบ่งแยกระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานกาย ที่นี่ใช้ระบบหมุนเวียนตำแหน่งงาน (rotation) ร่วมกับการแลกเปลี่ยนภายในสภาคนงาน การให้การศึกษา และการฝึกฝนทางเทคนิคไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น สภาคนงานของโรงงานนี้ยังเชื่อมโยงกับสภาชุมชนท้องถิ่น (communal council) อีกด้วย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการศึกษา รวมทั้งมีส่วนร่วมในการดำเนินการของชุมชนผ่านสภา โดยการแลกเปลี่ยนตัวแทนสภาคนงานกับสภาชุมชนให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาของกันและกัน โครงการเช่นนี้จะมีส่วนสร้างอำนาจประชาชนตั้งแต่ระดับท้องถิ่น โรงงาน ไปจนถึงระดับชาติได้อีกด้วย

inveval.jpg

freteco.jpg

คนงาน Inveval ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งแนวร่วมของคนงานปฏิวัติ Freteco

ขณะที่ผู้นำแรงงานใน UNT ของเวเนซุเอลายังคงแตกแยก และไม่ได้สนับสนุนการจัดการตนเองเท่าที่ควร แต่ที่โรงงาน Inveval สภาคนงานได้พัฒนาการรวมตัวข้ามพ้นจิตสำนึกแบบสหภาพแรงงานแล้วด้วยการจัดตั้ง “แนวร่วมคนงานปฏิวัติของโรงงานที่ถูกยึดและบริหารร่วมกัน” หรือ Freteco (El Frente Revolucionario de Empresas en Cogestión y Tomadas—Revolutionary Front of Workers in Occupied and Co-managed Factories) เพื่อสนับสนุนการเข้ายึดกิจการโรงงานของคนงาน แนวร่วม Freteco ได้จัดการประชุมใหญ่ไปครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปี 2006 โดยมีผู้แทนคนงานจากโรงงานที่ถูกยึดกิจการจำนวน 15 แห่ง และกลุ่มคนงานที่กำลังต่อสู้เพื่อยึดกิจการอีก 20 แห่ง

ประสบการณ์ของรัฐวิสาหกิจถลุงอะลูมิเนียม Aluminio del Caroní, S.A. (ALCASA) ที่ถูกคนงานยึดกิจการเป็นครั้งแรกในเวเนซุเอลาอันนำไปสู่การบริหารร่วมกันด้วยการเลือกตั้งตัวแทนจากคนงาน ปรากฏว่าคนงานร้อยละ 95 ของคนงานทั้งหมด 2,700 คนเข้าร่วมเลือกตั้ง และเมื่อได้สภาคนงานขึ้นมาแล้ว ก็เกิดการต่อสู้ภายในหมู่ผู้แทนว่าจะเลือกหนทางให้สมดุลอย่างไรระหว่างการหารายได้ทำเงินกับการสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่าเดิมของคนงาน ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการกับแรงกดดันที่รัฐวิสาหกิจแห่งนี้ต้องสัมพันธ์กันในเชิงการผลิตกับรัฐวิสาหกิจอื่นที่ยังไม่ถูกคนงานเข้าร่วมบริหาร และยังคงตกอยู่ในมือข้าราชการ

Poster
โปสเตอร์สนับสนุนการควบคุมจัดการ ALCASA โดยคนงานเอง

เลอโบวิทซ์ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์เหล่านี้คือกระบวนการต่อสู้ที่ย่อมต้องมีขั้นตอนการพัฒนาของมัน สหกรณ์ก็ดี การจัดการตนเองในกิจการของรัฐหรือเอกชนก็ดี เป็นโรงเรียนฝึกฝนอันสำคัญยิ่งของการสร้างสังคมนิยม การเปลี่ยนย้ายจากการยึดติดผลประโยชน์ของคนงานเฉพาะกลุ่มไปสู่ผลประโยชน์ของมวลชนคนงานทั้งปวง คือ ดัชนีชี้วัดที่สำคัญ การขาดสิ่งนี้ทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอลงดังกรณี UNT สหภาพแรงงานระดับชาติในเวเนซุเอลาที่ยังคงยึดอยู่กับแนวคิดเศรษฐกิจนิยมและผลประโยชน์เฉพาะของคนงาน จนขาดความเข้าใจในยุทธศาสตร์ทางการเมืองของการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมไป สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า เพื่อสังคมนิยม ไม่เพียงแต่ต้องมีอำนาจรัฐที่ปฏิวัติเท่านั้น ยังต้องการสหภาพแรงงานที่ปฏิวัติด้วย

การกลับมาของสังคมนิยม

สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ที่ขับเคลื่อนจากประสบการณ์ของเวเนซุเอลา และกลายเป็นแนวคิดนำเสนอของเลอโบวิทซ์สะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้เพื่อสังคมนิยมยังเป็นกระบวนการอันยาวนาน กว่าที่อุดมคติที่มุ่งเห็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนามได้มีโอกาสพัฒนาตนอย่างรอบด้านจากผลิตผลที่ตนได้ร่วมสร้างสรรค์ขึ้นจะปรากฏเป็นจริง ยังมีขั้นตอนรอคอยอยู่มากมาย สิ่งที่เลอโบวิทซ์นำเสนอเป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งการกลับมาของสังคมนิยมเท่านั้น

เราต้องไม่ลืมว่า สังคมนิยมที่เสื่อมทรามลงจนแทบจะหมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว อันเป็นผลมาจากแนวทางของพวกนิยมสตาลินและพวกที่นับถือตามกันมานั้น บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้ก็คือ การต้องขจัดไปให้สิ้นซึ่งแนวทางนิยมการกระทำแทน (substitutionism) ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ข้าราชการ หรือกลุ่มติดอาวุธใดๆ ที่เข้าทำการยึดอำนาจแทนที่คนงาน และใช้อำนาจผูกขาดนั้นดำเนินการต่อสังคมอย่างไร้ซึ่งประชาธิปไตยด้วยการก่ออาชญากรรมต่อผู้ที่เห็นต่าง ในทางตรงกันข้าม ต้องเชิดชูในสิ่งที่มาร์กซ์เองได้วางรากฐานไว้ดีและตรงแล้วคือ การปลดปล่อยคนงานจะต้องเป็นภารกิจของมวลคนงานด้วยการต่อสู้และการจัดตั้งตนเองของคนงานเอง กระทั่งสหภาพแรงงาน พรรคการเมือง รัฐบาล และกลไกรัฐ แม้จะเป็นเครื่องมือที่ขาดเสียมิได้ที่คนงานจะต้องใช้ในกระบวนการต่อสู้เพื่อสังคมนิยม ก็จักต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของการเคลื่อนไหวและการจัดตั้งตนเองของคนงาน ที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนงานอย่างแท้จริง ที่ปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในทุกกรณี เช่นนี้เองที่เราจะพลอยชื่นชมในความพยายามต่อสู้เพื่อการจัดการตนเองของคนงานในละตินอเมริกา และช่วยกันกระทำการใดๆ เพื่อให้ขบวนการแรงงานในทวีปอื่นๆ ได้เดินรอยตาม

เรายังคงต้องเตือนกันและกันว่า สังคมนิยมที่ดีและตรงนั้นเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระดับสากล คือ เกิดขึ้นอย่างเชื่อมโยงจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหากประเทศเหล่านี้มีพื้นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เจริญมาอย่างยาวนานแล้ว ก็ยิ่งทำให้ผลแห่งการพัฒนานั้นพอจะเป็นหลักประกันในการแสดงถึงความเหนือกว่าของสังคมนิยมต่อทุนนิยมได้ ทั้งในการผลิต การบริโภค การปกครอง การมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และการมีศีลธรรมจรรยา ดังนั้นเราจึงไม่เพียงพึงหวังกับเวเนซุเอลา หรือกระทั่งแค่ทวีปละตินอเมริกา ตรงกันข้าม พึงหวังปฏิสัมพันธ์ของการปฏิวัติสังคมนิยมที่จะเกิดขึ้นติดต่อกันในวงจรการต่อสู้ทางชนชั้นในทุกแห่งหนที่เป็นไปได้ และสามารถวางใจเป็นอุเบกขาได้ในผลเท่าที่ได้ของการปฏิวัตินั้นตามเหตุปัจจัย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่ามกลางความล้มเหลวของแนวทางเสรีนิยมใหม่ที่กระทำโดยพรรคการเมืองปีกขวา พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยม หรือกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกา อาทิ รัฐสวัสดิการและดอกผลที่คนงานได้รับกำลังถูกลิดรอนไปในแทบทุกประเทศ การกดขี่ขูดรีดยังคงดำเนินไปในทุกพื้นที่ และสงครามกำลังขยายตัวออกไปอย่างตึงเครียด สิ่งเหล่านี้นับวันจะพิสูจน์เบื้องหน้าคนงานว่า แม้สังคมนิยมในอดีตไม่น่าเชื่อถือแล้ว ทุนนิยมนั้นเล่าก็ไม่ใช่ทางออก พวกเขาจำต้องหาทางออกใหม่ ซึ่งในเบื้องต้นพวกเขาต้องต่อสู้กับความเคยชินที่ชอบเคลื่อนไหวประเด็นเดียว เฉพาะผลประโยชน์อันคับแคบ ไปสู่ประเด็นที่เชื่อมโยงกันและกัน บนผลประโยชน์ของมนุษยชาติมากขึ้น เมื่อนั้นสังคมนิยมจะกลับมาสู่การเรียนรู้อย่างมีพลัง

เชิงอรรถ

ผู้สนใจการประเมินสิ่งที่รัฐบาลชาเวซได้ทำไปเกี่ยวกับสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 โปรดอ่าน ปิยะมิตร ลีลาธรรม, “อูโก ชาเวซ กับการปฏิรูปจากเบื้องบนลงมา,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 1 (ม.ค.-มี.ค. 2550), หน้า 196-200

งานเขียนที่ลือชื่อของเขาก่อนหน้านี้อีกชิ้นหนึ่งคือ Beyond Capital: Marx’s Political Economy of the Working Class (2003)—ก้าวข้ามพ้นทุน: เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยชนชั้นคนงานของมาร์กซ์ ซึ่งชนะเลิศรางวัล Isaac Deutscher memorial prize ประจำปี 2004

บรรณานุกรม

Janicke, Kiraz. 2007. “Without Workers Management, There Can Be No Socialism.” http://www.venezuelanalysis.com/analysis/2784

Lebowitz, Michael A. 2007. “Without Worker – Management, There is no Socialism, pt. 2.” http://www.venezuelanalysis.com/analysis/2864

—————————. 2007. “Marxism for the 21st Century – a revolutionary tool or more scholasticism?.” Radical Notes. Aug., 13. http://radicalnotes.com/content/view/54/39/

—————————. 2006.”Going Beyond Survival: Making the Social Economy a Real Alternative.” เอกสารนำเสนอในการประชุม the 4th International Meeting of the Solidary Economy ณ มหาวิทยาลัย Sao Paulo ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 21-23 ก.ค. www.poli.usp.br/p/augusto.neiva/nesol

—————————. 2006. Build it now: Socialism for the Twenty-First Century. New York: Monthly Review Press.

—————————. 2006. “New Wings for Socialism.” Monthly Review. Vol. 58, No. 11. http://www.monthlyreview.org/0407lebowitz.htm

—————————. 2005. “Building Socialism of the 21st Century.” MRZine. July, 28. http://mrzine.monthlyreview.org/lebowitz280705.html